
ฉันได้ยินชื่อเสียงของหุบเขาแห่งดอกไม้ (Valley of Flowers) แดนสวรรค์ที่ซุกตัวอยู่ในร่องซอกหลืบหิมาลัยตะวันตกบริเวณต้นน้ำคงคา รัฐอุตตราขัณฑ์ มานานร่วม 40 ปี ฝันถึงมันมาตั้งแต่สมัยสาวๆ แต่ก็ไม่ได้ฤกษ์ไปสักที ความที่มันเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนไปถึงเมืองต้นทางเทร็คไม่ง่ายนัก จนเริ่มลืมๆ มันไปแล้ว อยู่ๆ เพื่อนก็มาชวนไปทัวร์เล็กขนาด 9 คน แชร์รถยนต์เดินทางกันไป นำโดยคุณบุ๋มแห่งอำเภอใจอินเดียทราเวล
จากสนามบินเดลีเราต้องนั่งรถถึงสองวันเต็มๆ เพื่อไปถึงเมืองสุดท้ายที่จะออกเดินเท้าอีกหนึ่งวันเพื่อไปถึงฐานที่พักเพื่อจะเดินเข้าสู่อุทยานหุบเขาแห่งดอกไม้อีกที ถ้าดูจากแผนที่ทางรถยนต์มันไม่ไกลมาก แค่ 500 กิโลเมตรเท่านั้นเอง แถม 250 กิโลแรกอยู่บนทางหลวงไฮเวย์ จากเดลีไปฮาริดัวร์ ระยะทางประมาณกรุงเทพ-จันทบุรี หากใช้เวลาร่วม 11 ชั่วโมง
ฮาริดัวร์เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ชื่อแปลว่า “ประตูสู่เทพเจ้า” ปักหมุดตำแหน่งที่แม่น้ำคงคาไหลจากเขาสรวงสวรรค์มาแตะพื้นราบยังดินแดนของมนุษย์ วันที่เราเดินทางตรงกับช่วงท้ายๆ ของเทศกาล Kanwar Yatra ไม่รู้ว่าควรสะกดเป็นภาษาไทยแปลแขกอย่างไร แต่อยากเขียนว่า “คานวารียาตรา” เพราะเป็นช่วงที่ผู้นับถือพระศิวะจะเดินเท้าไปตักน้ำจากแม่น้ำคงคา ณ จุดที่พระเจ้าประทานลงมาให้ที่ฮาริดัวร์ บรรจุลงในภาชนะอย่างน้อยสองใบ เอาขึ้นคาน หรือ “Kanwar” ที่ประดับอย่างงดงามหาบกลับบ้าน ซึ่งอาจอยู่ไกลออกไปกว่า 300 กิโล เพื่อเอาน้ำคงคาไปบูชายังวัดหรือศาลพระศิวะแถวบ้านให้ทันงานคืนแห่งศิวะราตรี ที่พระศิวะจะเสด็จลงมาเยือน ปีนี้กำหนดเป็นวันที่ 9 สิงหาคม เหลือเวลาน้อยกว่าหนึ่งอาทิตย์ คนส่วนใหญ่มุ่งเดินขนน้ำกลับลงมา มีเพียงไม่กี่คนที่ยังเดินขึ้นไปตักน้ำ
รถยนต์ของเราจึงวิ่งสวนกับหมู่นักแสวงบุญหลายพันเกินหมื่นคนที่เร่งเดินยาตราหาบน้ำกลับบ้านตลอดระยะทาง 200 กิโล บางคนเดินบำเพ็ญหาบเดี่ยว สีหน้าเรียบสงบ ถ้าเคร่งมากก็เดินเท้าเปล่า บางคนเอาเชือกผูกเกือกแตะลากเป็นหางตามหลัง บางคนจับกลุ่มกันสร้างปราสาทขนาดสูงใหญ่ยักษ์แขวนโถใส่น้ำเป็นชั้นๆ มีไม้ไผ่ขนาดใหญ่สองลำเป็นคานคู่ ต้องใช้คนหาบ 4 คนบ้าง 8 คนบ้าง 12 คนบ้าง แล้วแต่ความอลัง ได้อารมณ์ประมาณงานคานนิวาลเม็กซิโก
ลองคิดดู ถ้าเราต้องหาบน้ำเดินเป็นร้อยๆ กิโล เราจะตระหนักรู้ในคุณค่าของน้ำเพียงใด แทนที่จะลอยกระทงเป็นขยะลงแม่น้ำ เราน่าจะเปลี่ยนมาเดินหาบน้ำไปบูชากัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งจำนวนและขนาดสิ่งประดิษฐ์งานคานวารียาตราใช้พื้นที่มาก จนต้องปิดถนนไปครึ่งหนึ่ง
รถยนต์ขาล่องจึงต้องเบนเข้ามาแบ่งเลนรถขาขึ้น ทีแรกก็แบ่งไปหนึ่งเลน ไปๆ มาๆ กินสองเลน พีคสุดคือเมื่อรถขาล่องมีจำนวนมากกว่า ทะลักเข้ามาทั้งสามเลน รถขาขึ้นอย่างเรากลายเป็นรถไม่กี่คันที่วิ่งสวนทิศทางคันอื่น คนขับเราก็หาทางซอกแซกลงข้างทาง เบียดต้นไม้ เฉียวพ่อค้าขายขนม ไปตรงไหนก็ได้ที่มีช่องให้ไป เหมือนกับปลาสร้อยคลำหาทางว่ายทวนกระแสน้ำฝ่าน้ำตกโขนขึ้นไปวางไข่ยังต้นน้ำ
เป็นสภาพกระเจิงยุ่งเหยิงไร้ระเบียบสุดๆ แต่ไม่มีใครหัวเสียหรือตกใจเลย
คนขับเรานิ่งๆ แต่ตื่นตัวตลอดเวลา ไม่เคยพลาดซอกหลืบที่จะพารถเบียดแทรกไปได้ และแม้ว่าจะขับเฉียดคนขายโรตีไปเพียง 6 นิ้ว ก็ไม่มีใครหวั่นไหวโวยวาย เหมือนทุกคนจะมั่นใจในกันและกัน คนขับรู้ว่าคนขายโรตีจะไม่กระโดดตกใจจนอาจเกิดอุบัติเหตุ และคนขายโรตีก็มั่นใจในฝีมือคนขับรถว่าจะไม่ชนเขา คนเดียวที่เห็นถูกด่าคือคุณป้าที่กระโดดลงจากรถตุ๊กๆ บรรทุกคนจำนวนเท่ากับมินิบัส เพื่อสะบัดตูดเดินฝ่าดงรถยนต์ไปเบียดขึ้นรถตุ๊กๆ อีกคันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจมากว่าผู้โดยสารคนอื่นยังสามารถขยับให้ป้าแกแทรกขึ้นไปนั่งด้วยได้ คนที่ด่าแกไม่ใช่ผู้โดยสารรถตุ๊กๆ แต่เป็นคนขับรถคันอื่นๆ ซึ่งได้จังหวะขยับรถพอดีกับที่ป้าแกลงจากรถออกมาเดินเพ่นพ่าน ทำให้เขาเสียโมเมนตั้ม แต่ก็โวยออกไปคำเดียวพร้อมบีบแตร
แม้ว่าการจราจรบนไฮเวย์อินเดียจะมั่วซั่วไร้ระเบียบสุดๆ แต่สัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมีน้อยมาก เพราะสปีดทุกพาหนะมันช้าไปหมด ช่วงเทศกาลยิ่งช้าเป็นพิเศษ เพราะชาวบ้านจะขนดินมาทำคันเนินหลังเต่าเพิ่มเติมบนถนนให้รถต้องลดความเร็ว
น่าสนใจที่ไม่มีใครว่าอะไรใคร มันแสดงถึงทัศนคติพื้นฐานของการใช้ถนนหลวง ทุกชีวิตมีสิทธิบนถนนเท่ากัน ถนนไม่ได้มีไว้เพื่อรถยนต์เพียงอย่างเดียว มันอาจจะดีไซน์ให้รถยนต์วิ่งได้ แต่คนเดินย่อมเดินได้ โดยเฉพาะธรรมยาตรา เป็นวิถีสำคัญ รถถีบสองล้อสามล้อแล่นได้ และแน่นอนว่าวัวอยากทำอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นพระเจ้า
ข้อยกเว้นก็มี เช่น เมื่อผู้ว่าการรัฐเดินทาง จะสั่งปิดถนนเป็นชั่วโมง เป็นเหตุการณ์ที่พวกเราเจอตอนขากลับ แต่อันนั้นเป็นความไม่เท่าเทียมของคน ไม่ใช่ของพาหนะ
เมื่อรถยนต์ไม่ได้ถูกมองว่าสำคัญที่สุด คนขับรถยนต์ทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่ตำรวจหรือคนขับรถให้ผู้ว่าฯ ย่อมยอมรับผู้ใช้ถนนอื่นๆ ไม่มีมูลฐานให้หงุดหงิด ทุกคนบีบแตร ตามคำขอสติกเกอร์ท้ายรถบรรทุก “Horn Please” แต่การบีบแตรไม่ใช่การระบายอารมณ์โมโหคนอื่น มันเป็นการทักทายกันบนท้องถนน เหมือนกล่าวนมัสเต ฉันมาแล้ววว
กระนั้น ถึงคนขับรถจะใจเย็นแต่เฉื่อยไม่ได้ เพราะจะไม่มีวันสามารถขยับไปไหน จึงต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา เคลื่อนพาหนะด้วยวิถีแห่งจอมยุทธแก่กล้าวิชา เป็นมวยไร้รูป ไม่มีกระบวนท่าชัดเจน ประสาทสัมผัสเปิดรอบทิศ
เป็นระบบและวิถีจราจรที่ตรงข้ามกับระบบประเทศตะวันตกหรือญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง ฟากนั้นเน้นระเบียบกติกา แยกพาหนะและการสัญจรต่างประเภทออกจากกัน โดยเฉพาะบนทางสายหลัก เพื่อให้ทุกคนสามารถเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่วรวดเร็วตามสปีดของพาหนะ
ในระบบนี้ กฎจราจรต้องเป๊ะ ถ้าใครทำผิดกติกาที่ตั้งไว้ จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงอย่างง่ายดาย จึงต้องเน้นวินัยเป็นสำคัญ
ส่วนเมืองไทยเป็นระบบลูกผสมไฮบริด เรามองว่าถนนเป็นของรถยนต์ แต่เราก็ขับกันอย่างไร้ระเบียบกติกา ด้วยสติ ฝีมือ และความเร็วที่ต่างจากอินเดีย จึงเป็นหน้าที่ของชีวิตอื่นที่ต้องหลบหลีกรถยนต์ จะข้ามทางม้าลายต้องรอจังหวะรถแล้ววิ่งข้าม จักรยานอย่ามาใช้ไหล่ทาง นั่นมันพื้นที่กางศอกของรถยนต์ ไม่แปลกเลยที่ประเทศไทยมีอุบัติเหตุบนถนนร้ายแรงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ว่าจะเขียนเล่าถึงหุบเขาแห่งดอกไม้ แต่บางครั้งการเขียนบทความลงคอลัมน์ก็สปีดชิลๆ พอๆ กับนั่งรถในอินเดีย
กรุงเทพธุรกิจ, กันยายน 2561