ลงทุนแบบต้นไม้

30571223_10156599979947214_7653641303544037376_n

อยากชวนให้นึกภาพทิวเทือกเขามีป่าปกคลุม ซ้อนกันหลายลูกสุดสายตา มันแลดูเป็นสีฟ้าจางๆ

คงเคยเห็นภาพนี้กันนะ

เจ้ามวลอากาศสีฟ้าเบลอๆ จางๆ นั้นเป็นสารระเหยที่บรรดาต้นไม้ชนิดต่างๆ ปล่อยกันออกมา มันเยอะจนเรามองเห็น แม้จะไม่รู้ว่าเห็นอะไรอยู่

สารระเหยบางตัวมีกลิ่นหอมชื่นใจโดดเด่น อย่างสารระเหยจากต้นสนและต้นยูคา แต่จริงๆ แล้วต้นไม้ทุกชนิดปล่อยมันออกมา ยิ่งในป่าเขตร้อนยิ่งปล่อยกันเยอะมาก งานวิจัยในประเทศกีนีแห่งอาฟริกาศึกษาต้นไม้ 55 ชนิดจำนวน 195 ต้น พบว่าพวกมันปล่อยสารระเหยรวมกัน 264 ตัว เฉลี่ย 37 สารต่อต้นไม้หนึ่งชนิด

มันปล่อยออกมาเพื่ออะไร?

เรายังไม่เข้าใจมันดีนัก ก็มีทั้งที่สันนิษฐานและที่พบว่าใช้ป้องกันตัว–จากรังสีแดดหรือจากแมลงที่เป็นศัตรู สารบางชนิดใช้สื่อสารระหว่างกัน และงานวิจัยที่ป่าอเมซอนพบว่ามันช่วยสร้างเมฆฝนเหนือผืนป่าของตัวเอง โดยไอน้ำจะจับตัวรอบอนุภาคที่เกิดจากปฏิกริยาระหว่างสารระเหยและออกซิเจน จนกลายเป็นเมฆ เป็นการเร่งวงจรรีไซเคิลน้ำที่ต้นไม้ดูดและคายออกไป ก็คงไม่แปลกหากจะพบว่าผลิตพันธุ์ตัวหนึ่งจะมีฟังชั่นหลายงาน

แต่ไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ นำโดยอเล็กซานดรู แรพ พบบทบาทสำคัญของสารระเหยต้นไม้ มันสำคัญมากจนฉันอยากจะเสริมเองว่าเผลอๆ มันเป็นบทบาทหลักก็อาจเป็นได้

พวกเขาพบว่าสารระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา ช่วยกระจายแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาตรงๆ ให้ฟุ้งแตกมุมออกไปถึงใบไม้ที่อยู่ใต้ร่มเงาใบอื่น

ใครที่ชอบสังเกตรูปทรงของกิ่งก้านต้นไม้และการแตกใบ ย่อมจะรู้ดีว่าต้นไม้มักจะมีดีไซน์การแตกใบให้เลี่ยงการซ้อนทับบังแสงกันให้มากที่สุด แต่ถ้ามีใบน้อย เช่น มีแต่ด้านนอกของเรือนยอด มันก็จะสังเคราะห์แสงได้น้อย ซึ่งหมายความว่าโตได้น้อยลง

ทีมวิจัยพบว่าในป่าอเมซอนแถบอเมริกากลางและใต้ แสงที่ฟุ้งเข้าไปในป่าช่วยเติมปริมาณแสงเข้ามาอีก 10 วัตต์ต่อตารางเมตร ช่วยให้เก็บกักคาร์บอนเพิ่มขึ้นมาอีก 0.2 กรัมต่อตารางเมตรต่อวัน

ป่าในโซนหนาวกว่าอาจได้น้อยกว่านี้ แต่คำนวณรวมทั่วโลกประเมินว่าแสงฟุ้งจากสารระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมาช่วยเพิ่มการดูดซับคาร์บอนได้อีกปีละ 1.23 พันล้านตันต่อปี

สำหรับต้นไม้ การผลิตสารระเหยใช้ต้นทุนไม่น้อยเลย แต่เมื่อคิดบัญชีชั่งตวงแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้คืน คือผลผลิตจากการสังเคราะห์แสง มีค่าเป็นสองเท่าของต้นทุน

แน่นอนว่าต้นไม้ใหญ่ที่ปล่อยสารระเหยออกสู่บรรยากาศจนเราเห็นอากาศไกลๆ เป็นสีฟ้า ได้ประโยชน์รับแสงฟุ้งกลับเข้าสู่เรือนพุ่มของมันเอง แต่แสงที่ฟุ้งเข้ามาในป่ายังเผื่อแผ่ไปยังพืชอื่นๆ ทั้งต้นเล็กต้นน้อยใต้ร่มป่าใหญ่ด้วย กำไรที่ได้มาเท่าตัวเป็นกำไรของทั้งสังคมป่า และเมื่อป่าทั้งป่าแข็งแรง ต้นไม้ใหญ่ก็แข็งแรงด้วย

แตกต่างมากมายจากการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบรวยกระจุกจนกระจาย จีดีพีดูดีเพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ใกล้ชิดรัฐเติบโต แต่ป่าไม่แข็งแรง สังคมไม่แข็งแรง

ในวันนี้เราพูดกันถึงความจำเป็นในการพัฒนาและส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) เลียนแบบวงจรหมุนเวียนแร่ธาตุในนิเวศธรรมชาติ เป็นระบบเศรษฐกิจไม่สร้างขยะและมลพิษ ทำให้ของทิ้งจากกระบวนการผลิตหนึ่งเป็นวัตถุดิบแก่การผลิตอีกอันหนึ่งหมุนเวียนไปเป็นวงกลม ไม่ใช่สกัดมาใช้แล้วทิ้งเป็นขยะท่วมโลก เกิดแล้วตายเป็นเส้นตรง ไม่ไปเกิดภพใหม่อย่างที่เป็นมาจนเกิดวิกฤตปัญหาสิ่งแวดล้อม

การเลียนแบบวัฏจักรธรรมชาติในกระบวนการผลิตของมนุษย์ยังคงเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แต่จากงานวิจัยนี้ ต้นไม้สอนเรามากกว่านั้น

การลงทุนผลิตสารระเหยปล่อยไปให้แสงฟุ้งเป็นประโยชน์โดยตรงแก่ต้นไม้ต้นที่ปล่อย –อันนี้เข้าใจได้ มันทำให้ตัวเอง — แต่ขณะเดียวกันมันก็เผื่อแผ่เป็นประโยชน์แก่สังคมด้วย

มันเป็นประโยชน์ที่มีลักษณะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการประกอบการธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เคลมว่าทำเพื่อสังคม แต่กำหนดให้ผู้อื่นอยู่ใต้กรอบกติกาหรือพันธะสัญญาของเขา ต้องซื้อสินค้าเขา เป็นตัวของตัวเองไม่ได้ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์เขา ซึ่งต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาเขา ความหลากหลายจึงไม่เกิดขึ้น แถมสิ่งที่ปล่อยฟุ้งออกมาในกระบวนการผลิตกลับเป็นมลพิษต่างๆ ที่ระรานกดทับชีวิตผู้อื่นอีก

ต้นไม้เองก็มีการลงทุนแบบเจาะตลาดลูกค้าเหมือนธุรกิจมนุษย์เช่นกัน เช่น ออกดอกและผลิตน้ำหวานให้พอดิบพอดีกับปากของผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่งที่มันต้องการดึงดูดให้มาช่วยผสมเกสร หรือผลิตผลไม้ที่มีสี ขนาด และรสชาติถูกใจนกจำนวนหนึ่งให้มากระจายเมล็ดพันธุ์ แต่ในกรณีปล่อยสารระเหยนี้ ต้นไม้ไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบจำเพาะให้ใครบริโภคเหมือนร้านสะดวกซื้อจำหน่ายสินค้า แต่มันสร้างภาวะที่เอื้อต่อทุกชีวิต สร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นงอกงามตามศักยภาพของตน

สิ่งที่ตามมาคือความหลากหลายของสรรพชีวิต สร้างสรรค์กลยุทธในการประกอบการใช้ชีวิตในแนวทางต่างๆ กัน หาความร่วมมือกันบ้าง แข่งกันเจ๋งในรูปแบบต่างกันบ้าง ผลลัพธ์คือสังคมป่าที่แข็งแกร่ง เจอภัยพิบัติรุนแรงก็รับมือได้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ฟื้นตัวกันได้เร็วขึ้น เพราะมีกลยุทธหลากหลาย บางอย่างสู้กับภัยหนึ่งได้ดี บางอย่างสู้ไม่ได้ คละกันไป

มันเป็นยิ่งกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนธรรมดา เรียกว่าเศรษฐกิจกาย่า — Gaia Economy — ได้ไหม? โยงใย ใจกว้าง ไร้ซึ่งความเกลียดกลัว

ในขณะที่การประกอบการธุรกิจของมนุษย์ปล่อยฝุ่นพิษฆ่าผู้คนนับล้าน ต้นไม้ปล่อยสารระเหยออกมาปรุงอากาศป่า สูดหายใจเข้าไปเราสดชื่น เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน แข็งแรง แต่ไม่ใช่แค่เรา หากป่าทั้งป่าก็สดชื่นเบิกบานไปกับแสงฟุ้งจากสารระเหยด้วยกันหมด

ดีต่อใจ ดีต่อกาย ดีต่อชีวิต

กรุงเทพธุรกิจ, เมษายน 2562

Leave a comment