ไฟเพิ่มป่า?

56472493_10157508833617214_3984358224680714240_n

ปรากฎการณ์ไฟไหม้ป่ารุนแรงกินพื้นที่กว้างไกล ไหม้ข้ามวันข้ามคืน ย่อมทำให้เรามองเห็นพลังการทำลายล้างของไฟป่า

แน่นอนว่าเราอยากจะป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าขึ้นเลย

ผู้เขียนเข้าใจดีว่าคนที่เห็นไฟไหม้ป่ารุนแรงมามากมายหลายครั้งหลายหน ปีแล้วปีเล่า เห็นกับตาว่าป่านั้นโทรมลงๆ ไปทุกปีย่อมอยากตบนักวิชาการที่เริ่มต้นเอ่ยปากว่า “ไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ…” รู้ๆ กันอยู่ว่าไฟป่าเมืองไทยเป็นไฟคนจุด ไม่ใช่ธรรมชาติ หากมีไฟฟ้าผ่าช่วงฝนแห้งบ้างก็น้อยนิด และต่อให้คนจุดไฟเผาป่ากันมาแต่บรรพบุรุษโฮโมอีเร็คตัส ณ วันนี้คนมันก็เยอะเกินไป จุดไฟกันมากเกินไปไม่ใช่หรือ?

เลยด่าไอ้ด๊อกเตอร์อยู่ในห้องแอร์พวกนั้นลงนรกไปในทันที ไม่รีรอให้พูดจบประโยค

ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึก จึงอยากจะขอร้องก่อนว่าให้วางอารมณ์และประสบการณ์ส่วนตัวไว้ข้างๆ ก่อนค่อยอ่านบทความนี้ ไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้ฟังและพิจารณา

เพราะโลกเรากำลังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านและปรับสมดุล ความรู้เก่าที่สะสมมาในสภาพแวดล้อมวันวานมีประโยชน์ แต่ให้คำตอบไม่ได้หมด ความคิดใหม่ๆ ต้องมา หากจะหาทางรับมือกับสถานการณ์โลกในวันนี้ที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ขนาดและสภาพพื้นที่ป่าที่ลดลงไป จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมา ยังไม่นับปัจจัยทางสังคมอื่นๆ อีกมากมาย

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราต้องอาศัยปัญญารวมของสังคม

แต่ละคนมีแง่มุมบางอย่าง อยากชวนให้เอาชิ้นจิ๊กซอว์ของตัวเองมาวางกันบนโต๊ะ เพื่อได้ช่วยกันประกอบเป็นภาพรวม นำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งเราต้องคอยติดตาม ประเมินและปรับแผน

ผู้เขียนเคยศึกษานิเวศวิทยาไฟป่ามาบ้างนานหลายสิบปีมาแล้ว ก็เลยอยากจะขอร่วมวางชิ้นจิ๊กซอว์สักชิ้นหนึ่ง

มองง่ายๆ ไฟป่าในประเทศไทยเล่นบทบาทสำคัญในสงครามระหว่างหญ้ากับต้นไม้ ถ้าจะถือหางต้นไม้ เพิ่มทัพให้พวกมันขึ้นมา เราก็ต้องเล่นกับปัจจัยที่หนุนต้นไม้

โดยทั่วๆ ไป หญ้ามักจะได้ประโยชน์จากไฟ มันปรับตัวอยู่กับไฟได้ดีเพราะเมื่อเข้าหน้าแล้งมันจะดึงพลังงานลงไปเก็บสะสมไว้ใต้ดิน จากใบเขียวๆ ที่เต็มไปด้วยธาตุอาหารก็กลายเป็นใบแห้งๆ เหลือแต่โครงชีวมวลที่เป็นเชื้อเพลิงไหม้ไฟ ดินป่าเต็งรังไม่มีอินทรียวัตถุจึงเป็นฉนวนกันไฟอย่างดี พอไฟผ่านไปตาหญ้าใต้ดินก็งอกใบใหม่ขึ้นมา

ส่วนต้นไม้ก็จะมีตั้งแต่พวกไม่ทนไฟเลยเช่นไม้ในป่าดิบ ไปจนถึงต้นไม้ที่สามารถทนไฟได้ดีอย่างต้นไม้ใหญ่ในป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นป่าผลัดใบที่แล้งที่สุดที่เรามีในเมืองไทย มันทนได้ทั้งความแล้ง ทั้งดินไม่ดีขาดสารอินทรีย์ ทั้งไฟป่า เปลือกมันจะหนามาก เป็นฉนวนกันไฟอย่างดี เคยมีการวัดอุณหภูมิ พบว่าเมื่อด้านนอกเจอไฟป่าสูงกว่า 700 องศาเซลเซียส ด้านในตรงวงท่อน้ำเลี้ยงอุณหภูมิปกติเท่าเดิม ไม่ขึ้นแม้แต่องศาเดียว

ต้นโตทนไฟได้ดี แต่ทำอย่างไรไม้ต้นเล็กๆ จะโตถึงขนาดที่ทนไฟได้เช่นกัน?

เมล็ดต้นไม้ส่วนใหญ่ในป่าจะหล่นลงดินและงอกเป็นกล้าไม้ในต้นหน้าฝนหลังไฟไหม้ ปัญหาคือมันมักจะโตไม่มากพอที่จะสูงรอดไฟหรือพัฒนาเปลือกได้หนาพอ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเด็กอึด โคนใต้ดินจะแตกต้นใหม่ขึ้นมาได้ ดังนั้น แม้ว่ากล้าไม้ส่วนเหนือดินจะโดนไฟไหม้ มันก็ไม่ตาย ฝนมาก็งอกต้นใหม่สะสมอาหารไว้เรื่อยๆ ถ้าจังหวะดีสักปีใดปีหนึ่ง–เมื่อไหร่ไม่รู้–มันอาจสูงพรวดขึ้นมาพ้นระดับไฟได้ในฝนฤดูเดียว ถ้าไฟไหม้รุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงมีโอกาสน้อยที่ต้นไม้รุ่นใหม่จะโตขึ้นมาทดแทนพ่อแม่ได้

ดังนั้น วิธีง่ายๆ ที่จะประเมินสุขภาพของป่าเต็งรังคือดูโครงสร้างประชากรต้นไม้ว่ามี ต้นไม้หลายอายุขึ้นคละกันหรือไม่ มีพวกวัยรุ่นอยู่ด้วยไหม ถ้ามีแต่ต้นใหญ่และเด็กน้อยแปลว่าไฟไหม้ตรงนั้นมากเกินไปแล้ว

ในพื้นที่แบบนี้ ต้นไม้จะเบาบางลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่หญ้าขยายอาณาเขตเป็นทุ่งกว้างขึ้นๆ กลายเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ไฟรุนแรงกว่าเศษใบไม้แห้งที่ต้นไม้ทิ้งลงมาหลายเท่า ยิ่งไฟแรงหญ้าก็ได้เปรียบเหนือต้นไม้

แต่กุญแจแก้เกมมันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ ไฟป่าไม่ได้มีลักษณะเดียว ไม่ได้ไหม้เหมือนกันหมด

ไฟแรง ไหม้ทั่ว อุณหภูมิสูง จะเป็นไฟไหม้กลางและปลายฤดูแล้ง เมื่อชีวมวลบนพื้นป่าแห้งเต็มที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

แต่ไฟไหม้ต้นฤดูจริงๆ มีลักษณะต่างกัน อุณหภูมิไม่สูงมาก ที่สำคัญคือไหม้ไม่ทั่ว ไหม้เป็นหย่อมๆ กะปุกะปะ ขอใช้ภาษาอังกฤษเสริมว่าเป็น patchy burning เพื่อภาพที่ชัดขึ้น

มันไหม้เป็นหย่อมๆ เพราะหญ้ายังแห้งไม่ทั่ว บางหย่อมแห้งกว่าบางหย่อม หลายๆ จุดจะยังเจือสีเขียวปนอยู่นิดๆ

ในมุมมองของกองเชียร์ต้นไม้ ไฟไหม้เป็นหย่อมๆ เป็นประโยชน์หลายเด้ง : 1) มันตัดกำลังหญ้า ยังไม่ทันเก็บพลังงานลงไปได้หมด ยังมีเขียวเหลือนิดๆ ก็โดนไหม้ทำลายไป เจอแบบนี้บ่อยๆ ก็มีสิทธิอ่อนแอลง; 2) กล้าไม้ต้นเล็กๆ มักจะรอดไม่โดนไฟ เพราะหญ้าใกล้พุ่มไม้เขียวๆ จะแห้งช้ากว่าตรงอื่น แถมโดยธรรมชาติสังเกตว่ามันชอบงอกขึ้นเป็นกลุ่ม 2-4 ต้นใกล้ๆ กัน หญ้าบริเวณกลุ่มกอกล้าไม้ก็จะแห้งช้ากว่าตรงอื่น; 3) สร้างความหลากหลายของพื้นที่ขึ้นมาในป่า เอื้อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์สำคัญอีกข้อคือเป็นการ “ชิงเผา” ลดเชื้อเพลิงออกไปไม่ให้สะสมไว้มากเกินไปในป่า ซึ่งเราสามารถทำการชิงเผาเป็นระยะๆ ในช่วงต้นหน้าแล้ง เพื่อสร้างแนวกันไฟธรรมชาติในป่า ป้องกันไม่ให้เกิดไฟรุนแรงกลางฤดูลามเข้าไปในป่าดิบหรือป่าอื่นๆ ที่ไม่ทนไฟ

บางคนอาจมองว่าการมุ่งป้องกันไม่ให้เกิดไฟเลยจะดีกว่า พื้นที่หลายแห่งที่เห็นเป็นป่าเต็งรังแท้จริงเคยเป็นป่าดิบหรือป่าที่ชื้นกว่า แต่ว่าโดนไฟจึงกลายเป็นป่าโปร่ง หากป้องกันไฟได้มันจะฟื้นตัวกลับเป็นป่าดิบเช่นเดิม แต่ปัญหาคือในระหว่างที่กำลังฟื้นฟูแต่ยังไม่คืนเป็นป่าดิบ เชื้อเพลิงจะสะสมมากขึ้นๆ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ มันจะรุนแรงมาก

บทความนี้เขียนให้ภาพหยาบๆ ยังมีรายละเอียดให้คำนึงถึงอีกมาก ซึ่งควรดูเป็นกรณีและพูดคุยกัน

จัดการไฟด้วยไฟ เผามันให้ไหม้เป็นหย่อมๆ ในแนวกันชนในขณะที่หญ้ายังไม่แห้งดี ต้นไม้จะค่อยๆ โตเพิ่มขึ้นมาได้เอง อาจจะช้ากว่า แต่น่าจะชัวร์กว่า เพราะลดความเสี่ยงได้มากกว่า

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา

หมายเหตุ : อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความขนาดยาว “ไฟล้างป่าเจ้าแม่กาลี” ซึ่งผู้เขียนได้รับตีพิมพ์ในนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 108 กุมภาพันธ์ 2537

กรุงเทพธุรกิจ, พฤษภาคม 2562

Leave a comment