
แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนานเพียงนี้
ดวงตะวันก็ไม่เคยบอกกับโลกว่า “เธอเป็นหนี้ฉัน”
ดูสิว่าอะไรเกิดขึ้นกับความรักเช่นนี้
มันสาดแสงสว่างทั่วท้องนภา
~ ฮาเฟซ กวีเอกชาวเปอร์เซีย ศตวรรษที่ 14
เมื่อนึกถึงอิหร่านเรานึกถึงอะไรกันบ้าง?
อิหม่ามเคร่งศาสนาต่อกรกับอเมริกา? อาวุธนิวเคลียร์และน้ำมัน? ผู้หญิงถูกกดขี่? สถาปัตยกรรมอัจฉริยะงามเลอเลิศและมัสยิดสวยที่สุดในโลก? อัลกอริธัมลวดลายเรขาคณิตที่ถอดรหัสมาจากสัจธรรมแห่งธรรมชาติ?
ฉันเพิ่งกลับมาจากเที่ยวอิหร่านกับสำนักพิมพ์วงกลม ได้อิ่มเอมไปกับประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าแก่ทรงพลังตามเส้นทางท่องเที่ยวคลาสสิคจากชิราซถึงอิสฟาฮาน แต่ตลอดการเดินทางสายตาของฉันถูกอิทธิพลของหนังสือเล่มโปรด “Shah of Shahs” เขียนโดยนักข่าวสงครามชาวโปแลนด์รุ่นแม่ ริสซาร์ด คาปูสซินสกี เชื้อเชิญให้มองอิหร่านผ่านมุมมองของคนขายพรมเปอร์เซียในย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือ เหตุการณ์ท้ายเล่มจบลงในช่วงหลังปฏิวัติ 1979 เมื่อชัยชนะต่อระบบกดขี่ยุคกษัตริย์ชาฮ์ซาลง และความหวังมลายหายไปกับอำนาจใหม่ ทั้งตัวเขาและเพื่อนๆ จึงอยู่ในอาการจิตตก
เขาเล่าปิดท้ายว่า ยามใดที่เขาอยากรู้สึกดีขึ้น เขาจะไปหาเพื่อนคนขายพรมในกรุงเตหะรานชื่อเฟอร์ดูซี นายเฟอร์ดูซีจะคลี่พรมให้ชื่นชมความงามเพลินๆ แม้จะรู้ว่าเขาไม่มีเงินพอจะซื้อได้ พลางเล่าว่า
“โจทย์ใหญ่คือรสนิยม.. โลกจะหน้าตาแตกต่างไปกว่านี้มากหากคนอีกไม่กี่คนจะมีรสนิยมดีกว่านี้สักหน่อย พฤติกรรมน่าสะพรึงกลัวอย่างการโกหก ทรยศหักหลัง ลักขโมย เหล่านี้ล้วนกระทำโดยคนไร้รสนิยม ชาติจะรอดผ่านพ้นทุกอย่างไปได้และความงามมิอาจถูกทำลายลง เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ทำให้เปอร์เซียยังคงเป็นตัวของตัวเองตลอดช่วงเวลากว่า 2,500 ปี แม้จะต้องประสบกับสงครามหลายครั้งหลายหน ถูกบุกรุก ถูกยึดครอง คือความเข้มแข็งทางจิตวิญญานของเรา ไม่ใช่ทางวัตถุ…. เราส่งมอบอะไรให้แก่โลกบ้าง? เราได้ให้บทกวี ภาพเขียนจิ๋ว และพรม อย่างที่เห็น มันล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์จากมุมมองของผลผลิต แต่ตัวตนจริงแท้ของเราเปล่งผ่านสิ่งเหล่านี้ เราได้ให้สิ่งวิเศษไร้ประโยชน์อันเป็นเอกลักษณ์นี้แก่โลก สิ่งที่เรามอบให้แก่โลกไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มันเพียงแค่ประดับ — ก็ไม่รู้ว่าการแยกแยะเช่นนี้สมเหตุผลหรือไม่ สำหรับเราพรมนั้นจำเป็นยิ่ง คุณคลี่ผืนพรมลงบนผืนทะเลทรายอันแห้งแล้ง นอนลงไป ก็รู้สึกได้ว่ากำลังนอนอยู่บนทุ่งดอกไม้เขียวขจี ใช่เลย พรมของเราเตือนให้ระลึกถึงทุ่งดอกไม้ เรามองเห็นดอกไม้อยู่ตรงหน้า เห็นสวน เห็นสระน้ำ เห็นน้ำพุ นกยูงกรีดกรายท่ามกลางพุ่มไม้ และพรมเป็นสิ่งคงทน พรมดีๆ เก็บสีไว้ได้หลายศตวรรษ ในวิถีนี้ แม้จะอาศัยอยู่กลางทะเลทรายอ้างว้างว่างเปล่า แต่ก็เสมือนว่าอยู่ในสวนอันเป็นนิรันดร์ สีสันความสดไม่มีจางหายไป จากนั้นเราก็จินตนาการต่อไปถึงกลิ่นหอมในสวน ฟังเสียงพึมพัมของสายธารและนกร้องเพลง แล้วเราก็รู้สึกเต็ม รู้สึกอริยะ เราเข้าใกล้แดนสวรรค์ เราเป็นกวี”

ในความหมายของเฟอร์ดูซี รสนิยมคือจิตใจที่สามารถรับรู้ความละเอียดอ่อน จึงสัมผัสความงาม ซึ่งช่วยดูแลรักษาจิตใจเราให้บริสุทธิ์ น่าสนใจว่าสัญลักษณ์ของความงามในอารยธรรมเปอร์เซียยังหมายถึงการปกป้องคุ้มครองศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า มีรูปธรรมตัวแทนสัญญลักษณ์เป็นนกยูง มัสยิดชีคล็อตฟุลเลาะห์แห่งอีสฟาฮานที่หลายคนยกให้เป็นมัสยิดที่สวยที่สุดมีลวดลายหลังคาโดมเป็นนกยูงรำแพน และบัลลังค์ของกษัตริย์ก็เป็นลายนกยูง — The Peacock Throne อันลือลั่นนั่นเอง
ส่วนตัวฉันไม่เห็นว่าบัลลังค์นกยูงจะสวยอะไรเลย มันวิจิตรแต่มันไม่งาม เช่นเดียวกับเครื่องเพชรฟู่ฟ่าหลายชิ้นของราชวงศ์ปาห์ลาวี อย่างไรก็ตาม ฝีมืออันปราณีตเป็นความงามที่เราชื่นชมได้แม้ไม่อินกับดีไซน์ เช่นเดียวกับที่ฉันเรียนรู้ที่จะมองเห็นความงามของพรมเปอร์เซียผ่านสายตาของคนขายพรมที่คณะทัวร์เรามีโอกาสได้รับฟัง ได้เข้าใจความหมายของรูปแบบสัญญลักษณ์ต่างๆ และความรักในศิลปะแห่งพรมเปอร์เซียของเขา แม้ว่าหลายชิ้นจะไม่ต้องรสนิยมส่วนตัวฉันเท่าไหร่ สิ่งสำคัญคือใจเราสัมผัสความเห็นงามในใจเขา
ส่วนความงามที่โดนใจเราโดยตรงอย่างจริงจังนั้นไม่ต้องพูดถึง มันทำหน้าที่ของมันในการชะล้างเยียวยาจิตใจเราอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ลายเรขาคณิต สีฟ้าตัดสีแทน จนไปถึงดอกไม้ป่าที่สะพรั่งขึ้นมาหลังฝนกลางทะเลทราย และบันทึกไว้ชั่วนิรันด์บนกระเบื้องและผืนพรมของเฟอร์ดูซี
การรู้สัมผัสความงามจึงเป็นปัญญาของเปอร์เซีย จริงแท้แน่นอน
ที่น่ายินดีที่สุดคือเราได้เห็นชาวอิหร่านทั่วไปเข้าถึงมรดกความงามมากมายที่อารยธรรมเปอร์เซียสร้างไว้ พร้อมกับความงามใหม่ๆ ขยายกว้างงอกงามออกไปในรูปแบบของพื้นที่สาธารณะหลากหลายมากขึ้นๆ
ในวันหยุดและยามเย็นแดดร่มลมตก เราเห็นคนอิหร่านมากมายออกมาปิคนิค นั่งเล่น เดินเล่น วิ่งเล่นริมน้ำและตามสวนตามลานสาธารณะต่างๆ ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ตะเหรานมีสวนสะพานลอยฟ้าพาคนข้ามทางด่วนไปสู่เขาอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นป่า ถนนสายต่างๆ ร่มรื่นไปด้วยเงาต้นเพลนและต้นเลี่ยน
อิสฟาฮานเมืองน่าอยู่เพราะผังเมืองเก่าดีอยู่แล้วก็น่าอยู่มากขึ้นไปอีก จัตุรัสอิหม่ามและสะพานคาจูอันลือชื่อคึกคักไปด้วยคนออกมาผ่อนคลาน มีทั้งสวนทั้งถนนอุโมงค์ต้นไม้เชื่อมต่อกันยังไม่พอ ถนนใหญ่ใกล้จัตุรัสที่เคยมีรถวิ่งพล่านกำลังถูกปรับให้เป็นถนนคนเดิน เมืองค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพัฒนาเป็นเมืองถิ่นอาศัยของมนุษย์มากกว่ารถยนต์
ผู้คนเป็นมิตรยิ้มแย้ม หยิบยื่นไมตรีให้คนต่างชาติอย่างเราอย่างร่าเริง แต่ไม่ตอแยให้อึดอัด เช้ามืดเราออกมาเดินออกกำลังคนเดียว ผ่านหญิงอิหร่านเดินคนเดียวเช่นกัน รู้สึกปลอดภัยกว่าถนนในอเมริกาหรือเมืองใหญ่ๆ หลายเมืองในยุโรป
ไม่ได้บอกว่าปัญหาสังคมและสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่เรารับรู้มาจากสื่อฝรั่งไม่ใช่เรื่องจริง แต่มันไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดของอิหร่านในวันนี้
ประเด็นที่อยากจะแบ่งปันกันคือความหวังของเฟอร์ดูซีคนขายพรมเมื่อ 30 ปีก่อนค่อยๆ เป็นร่าง — ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้เข้าถึงความงาม มีโอกาสพัฒนา “รสนิยม” ในนิยามของเฟอร์ดูซี คือจิตใจละเอียดอ่อน คือภูมิคุ้มกันจิตวิญญานของเปอร์เซีย
เป็นความหวังของปวงมนุษย์ ในโลกแสนงดงามใบนี้
กรุงเทพธุรกิจ, มิถุนายน 2562