
หลังจากทนฝุ่นควันพิษกันมายาวนานหลายเดือน ชุมชนเราที่เชียงดาวก็ได้ฝนตกมาชะอากาศกันพอชื่นใจต้นเดือนพฤษภา จากนั้นก็ตั้งหน้ากันเตรียมเพาะปลูก แต่ดินยังไม่ทันชุ่มดีฝนก็ทิ้งช่วง แล้วแล้งยาวไป เมฆฝนตั้งเค้ามาครางยั่วแทบทุกวันก่อนจะเลื่อนจาก ทิ้งไว้แต่ความร้อนอ้าวอบอั้น ไม่กลั่นลงมา
จนถึงกลางเดือนกรกฎาคมระดับน้ำในแม่น้ำและคูคลองก็ตื้นเขิน ลำเหมืองที่ไหลผ่านหลังบ้านไหลรวยริน ลึกแค่ 5 ซ.ม. ลุงที่เพิ่งมาเช่าทำนาหลังบ้านเมื่อปีที่แล้วเดินหน้าเครียดมาขอสูบน้ำจากบ่อปลาเราเข้านา แกยังไม่รู้จักการทำงานของระบบเหมืองฝาย พอน้ำในลำเหมืองตื้นต่ำกว่าผืนนาก็ไปไม่เป็น พวกเราเลยไปช่วยแกทำทำนบกั้นน้ำดึงเข้านาชั่วคราว ได้น้ำพอแล้วจึงรื้อทำนบออก ปล่อยให้น้ำไหลอิสระไปหล่อเลี้ยงชีวิตอื่น ผ่อนคลายปัญหาไปได้ แต่ลึกๆ ทุกคนแอบกังวลอยู่ว่าน้ำน้อยขนาดนี้ถึงหน้าแล้งจะเป็นกันอย่างไร?
หมู่บ้านเรายังโชคดี ตั้งอยู่ในระบบชลประทานเหมืองฝายโบราณเก่าแก่ 200 ปี มีกรรมการเหมืองฝายจากสามหมู่บ้านที่ใช้น้ำร่วมกันเป็นผู้จัดการ ถ้อยทีถ้อยอาศัยลงขันลงแรงดูแลกัน มีชาวนาที่รู้จักพื้นที่ดีมากๆ เป็นขุมปัญญาให้ความรู้แก่ชุมชน
แต่ในพื้นที่ใต้น้ำถัดลงไปจากเราเริ่มมีปัญหาขัดแย้ง เกษตรกรขาดน้ำรวมกลุ่มกันไปตัดน้ำรีสอร์ต
ท่ามกลางความผันผวนของภูมิอากาศ ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบผิดแผกไปชนิดที่คนอายุครึ่งศตวรรษทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเกิดมาไม่เคยเจอ เห็นได้ชัดว่าคนเดือดร้อนที่สุดคือคนจนมีทางเลือกน้อย หากปัญหายังพอทุเลาได้บ้างเมื่อสังคมมีการสื่อสารสถานการณ์ร่วมกัน
การสื่อสารอย่างจริงใจจึงเป็นแนวทางแก้ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำกันทันที
ปัญหาหลายกรณีรอบตัวที่เราเห็นในพื้นที่มาจากการไม่สื่อสารกัน แถวบ้านเราที่เชียงดาวคนเฒ่าคนแก่ทะยอยขายที่แบ่งเงินให้ลูกหลานที่ไม่อยากทำนากันแล้ว คนเมืองที่มาซื้อที่ก็หลากหลาย มีตั้งแต่ชนชั้นกลางทำเกษตร อนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปินทำพื้นที่สร้างสรรค์กับชุมชน สร้างบ้านพักเฉยๆ ไปจนถึงธุรกิจยอดฮิตอย่างรีสอร์ต บางคนซื้อที่ได้ก็เนรมิตดินแดนในฝัน ขนดินเข้ามาถมนาลุ่มๆ ให้สูงเพื่อสร้างบ้านและสวนงามหนีน้ำท่วม ผลคือพื้นที่รอบข้างน้ำเจิงจนทำนาไม่ได้ บางรายวางท่อบนลำเหมืองแล้วถมดินทับ ปรากฎว่าท่อที่วางสูงเกินไป น้ำไม่ไหลไปสู่นาท้ายน้ำก็มี
คนเหล่านี้ไม่ได้ใจร้ายใจดำ เขาแค่ไม่ทันคิดว่าเพียงบ้านหลังเดียวก็สร้างผลกระทบ เพราะในเมืองเราอยู่กันในกรอบรั้ว จะทำอะไรในนั้นก็เป็นเรื่องของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น
แต่ความเป็นจริงคือไม่มีใครทำอะไรแล้วไม่กระทบชีวิตอื่น ของเราเองเมื่ออยากจะฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติในถิ่นนี้ ผสมผสานกับระบบเกษตร ก็ต้องหารือกับกรรมการเหมืองฝายและนาข้างเคียงถึงแผนที่จะทำ ไม่ใช่เพียงเพื่อนอบน้อมให้เกียร์ติคนท้องถิ่นเดิม แต่ยังเพื่อให้มั่นใจว่าแผนที่เราคิดว่าวางไว้ละเอียดรอบคอบแล้วนั้น จริงๆ ยังมีอะไรที่เรามองข้ามไปหรือไม่ มีอะไรที่จะส่งผลกระทบทางลบต่อพื้นที่บริเวณนั้นหรือเปล่า
ก็ปรากฎว่ามี แต่พอมีคนต่างความต้องการช่วยคิด เราก็รวมหัวกันหาทางออกได้ไม่ยาก
ไม่มีผู้แพ้ เพราะได้คุยกันอย่างเปิดเผย อย่างเป็นมนุษย์เท่าๆ กัน
ซูมออกมาดูสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศ ภาวะแล้งกลางฤดูฝนกำลังคุกคามชีวิตในภาคเหนือและอีสาน แม่น้ำโขงแห้งขอดน่าตกใจ แน่นอนว่าเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่เขื่อนกั้นน้ำโขงจำนวนมากมายซ้ำเติมความเครียดให้สถานการณ์เลวร้ายอย่างปฏิเสธไม่ได้
กระนั้น บริษัทผู้จัดการเขื่อนไซยะบุรีที่สร้างเกือบเสร็จแล้วก็ยังปฏิเสธ อ้างว่าไซยะบุรีเป็นเขื่อนที่ปล่อยน้ำไหลอิสระผ่านเทอร์บายปั่นไฟ ไม่ได้เก็บกัก พร้อมกับแสดงชาร์ตตัวเลขมากมายละลานตา
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงไม่ต้องสร้างกำแพงกั้นแม่น้ำสิ มีแต่เทอร์บายรับกระแสน้ำปั่นไฟก็พอ แค่หาทางออกแบบป้องกันไม่ให้ปลาถูกดูดเข้าไปปั่นเป็นปลาป่น เหมือนกับกังหันลมปั่นไฟรุ่นใหม่ไม่ทำร้ายนก
เรื่องของเรื่องคือเขื่อนกั้นน้ำไว้เพื่อยกระดับน้ำสูงขึ้นมา 30 กว่าเมตรและต้องรักษาให้น้ำหลังเขื่อนสูงคงไว้ที่ 275 เมตรเหนือน้ำทะเลเพื่อปั่นไฟ นักข่าวที่ได้รับเชิญให้ไปดูเขื่อนและฟังบรรยายการทำงานก็เห็นอยู่ว่าสปิลเวย์ทุกบานปิดหมดเพื่อรักษาระดับน้ำ ดังนั้น จึงพูดไม่ได้ว่าเขื่อนไซยะบุรีไม่ได้มีส่วนในการกักน้ำและส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่โขง
กักกันคนละส่วน สะสมเป็นซีรี่ส์เขื่อน ทำไมจะไม่มีผลกระทบต่อคนท้ายน้ำ?
แต่แม่น้ำไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงทางส่งน้ำเหมือนกับเหมืองฝายที่คนขุดเพื่อการชลประทาน มันเป็นดินแดนของสัตว์น้ำที่คนหลายสิบล้านพึ่งพา ลำพังแค่จัดการปริมาณน้ำตามความต้องการของคนกลุ่มต่างๆ ก็ยุ่งยากแล้ว ซับซ้อนกว่าคือผลกระทบต่อปลา ซึ่งมีอยู่หลายร้อยชนิดที่อพยพขึ้นลงแม่น้ำโขงในช่วงที่เขื่อนไซยะบุรีเข้ามากั้น ทางเขื่อนอ้างว่าได้ออกแบบทางปลาผ่านหลากหลายวิธีมาอย่างดี มีวิดีโออธิบายดิบดี เหล่านักชีวะและนิเวศวิทยาแม่น้ำดูแล้วก็ไม่อาจโน้มน้าวให้คล้อยตามได้ และเมื่อนักข่าวถามผู้จัดการเขื่อนว่าตกลงมีปลาชนิดใดผ่านไปได้บ้าง กลับได้รับคำตอบว่าเป็นข้อมูลที่เปิดเผยไม่ได้
ก่อนสร้างเขื่อนไซยะบุรี ผู้เชี่ยวชาญธรรมชาติแม่น้ำแขนงต่างๆ ล้วนแล้วแต่คัดค้านว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชากรปลาสูงมาก ถึงขั้นฆ่าแม่น้ำ แต่ทั้งโครงการและธนาคารที่ปล่อยกู้ก็ยังมุทะลุทำ
ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้เขื่อนไซยะบุรีบอกกับเราว่าข้อกังวลของนักนิเวศวิทยาเป็นเพียงความคิดเห็น มิใช่ข้อเท็จจริง ถ้าจะนิยามข้อเท็จจริงว่าหมายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ก็ต้องถือว่าไม่มีใครมีข้อเท็จจริง แล้วเหตุใดความเห็นของวิศวกรและนักลงทุนเรื่องผลกระทบต่อธรรมชาติจึงจะเป็นความเห็นที่มีน้ำหนักมากกว่าของนักนิเวศวิทยาแม่น้ำ?
โครงการอ้างว่าได้สร้างเขื่อนที่ยั่งยืน แต่หลักการสำคัญที่สุดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการป้องกันไม่ทำลายไว้ก่อน หรือ precautionary principle การใช้แม่น้ำโขงเป็นแล็บทดลองดีไซน์เขื่อนที่อ้างว่าเป็นนวัตกรรมล้ำสมัย ทั้งๆ ที่มันเป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ที่สุดระดับต้นๆ ในโลก โดยมีระบบนิเวศแม่น้ำเป็นเดิมพัน จึงไม่อาจอ้างว่าอิงบนหลักการพัฒนายั่งยืนได้เลย
สิ่งที่โครงการเขื่อนไซยะบุรีจะต้องทำในตอนนี้คือจัดให้มีกระบวนการตรวจสอบผลกระทบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระอย่างโปร่งใสและพร้อมเปิดเผยข้อมูล
ภายใต้วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่นับวันมีแต่รุนแรงขึ้น เราอยู่ร่วมกันไม่ได้ถ้ามุ่งเอาเปรียบกัน ความเดือดร้อนที่ทวีตัวขึ้นจะต้องระเบิดออกมา
หมายเหตุ: หลังจากเขียนบทความนี้ ฝนก็ตกถล่มลงมาที่เชียงดาวแทบไม่หยุด
กรุงเทพธุรกิจ, สิงหาคม 2562