2020 หน้าต่างกำลังปิด

ใบส้มกุ้ง

สวัสดีปีใหม่ ทศวรรษใหม่ 2020

ทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เตือนมานานแล้วว่าเป็นทศวรรษสุดท้ายแห่งความหวัง

หมายถึงโอกาสที่จะเบรคพฤติกรรมทำลายระบบนิเวศโลก แม้ว่า ณ ค.ศ.นี้ เราจะหันหลังยูเทิร์นกลับไปยังจุดปลอดภัยไม่ได้แล้ว เพราะเราได้ปล่อยคาร์บอนสะสมกันมามากเกินไป ทำให้พืชและสัตว์สูญพันธุ์มากเกินไป แต่ก็ยังพอมีเวลาที่จะเปลี่ยนใจปรับตัวให้มนุษย์อยู่อาศัยต่อไปอย่างมีคุณภาพชีวิตได้

แต่เป็นเวลาที่จำกัดอย่างยิ่ง เป็นหน้าต่างของกาลเวลาที่กำลังปิดลง

ถ้ามวลมนุษยชาติได้ฟังคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว และเริ่มปฏิบัติการในระดับแมสกันทันที เราก็คงได้มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่ค่อยๆ เอื้อต่อการปรับตัว ลดละพฤติกรรมทำลายธรรมชาติ ควบคู่ไปกับคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดการใหม่ๆ ให้มนุษย์อยู่ร่วมกับชีวิตอื่นในโลกที่เกื้อกูลดูแลสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่ชีวิตเราได้ต่อไป

แต่เรา—เดอะเบบี้บูมเมอร์—ไม่ได้ทำ แค่โจทย์กระจอกอย่างมาตรการยกเลิกถุงก๊อบแก๊บหรือลดใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองยังไม่ใส่ใจจะทำเลย โจทย์ยากกว่านี้ขออนุญาตไม่พูดถึง

ถึงวันนี้ เราเหลือเวลาแค่ 10 ปี ถ้าฮึดตั้งใจเปลี่ยนแปลงกันเต็มร้อยก็พอทำได้ แต่หมายความว่าต้องทำกันเต็มที่ ทุกระดับ นโยบายต้องมา โครงสร้างต้องเปลี่ยน รายละเอียดต้องมี อำนาจต้องกระจาย

เราไม่ควรจะต้องเอาเวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไปกับการแคมเปญต่อสู้ผู้มีอำนาจกำปั้นเหล็กหยิบมือหนึ่ง โน้มน้าวให้เหตุผล มันควรจะหมดโปรแคมเปญไปนานแล้ว แต่มันกลับเป็นสิ่งที่เรายังต้องทำกัน

วันก่อนฉันเจอนายธนาคารรุ่นซีเนียร์คนหนึ่งในงานสังสรรค์ นายหัวเราะเยาะคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ “เห็นบอกว่าน้ำจะท่วม ตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเป็นไรเลย ฮ่ะๆๆ” ในขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญกับระบบมรสุมที่กำลังพังลง รูปแบบฝนฟ้าเพี้ยนรุนแรงมากขึ้นทุกปีๆ จนวางแผนเพาะปลูกยากลำบากมาก อีกหลายเมืองในโลกต้องเจอกับพายุดุดัน น้ำท่วมไฟไหม้ผิดปกติ แต่คนจำนวนหนึ่งยังถูกห่อหุ้มอยู่ในอาคารติดแอร์ ไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวไปกับใครๆ

เป็นเสียอย่างนี้ แล้วจะไม่ให้เจน x-y-z โกรธรุ่นบูมเมอร์ได้อย่างไร

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาฉันถูกถามหลายครั้งมากว่าทำงานสิ่งแวดล้อมอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ท้อแท้สิ้นหวังหมดกำลังใจ ทีแรกฉันมักจะชวนให้ย้อนมองดูประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมที่ใหญ่มากๆ อาทิ การยกเลิกค้าทาสของอังกฤษทั่วราชอาณานิคมเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว กว่าสภาจะออกกฎหมายห้ามค้าทาส เครือข่ายประชาสังคมต้องใช้เวลาร่วม 100 ปีเพื่อผลักดัน เริ่มต้นจากกลุ่มแม่บ้านชาวคริสต์​นิกายเควกเกอร์ มันยาก มันใช้เวลานาน เพราะเป็นประเด็นที่ไม่เพียงแต่ต้องเปลี่ยนความคิดที่สังคมมีต่อมนุษย์ผิวสี แต่มันยังกระทบผลประโยชน์และโครงสร้างเศรษฐกิจกระแสหลัก ดังนั้น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนการจัดสรรและดูแลธรรมชาติและทรัพยากรส่วนรวม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างสังคมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กระทบผลประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเลิกค้าทาส เราก็ต้องใจเย็น มองเห็นภาพรวมและบทบาทของเราว่าเป็นอิฐก้อนไหนบนสะพานแห่งการเปลี่ยนแปลง

แต่ในระยะหลังฉันไม่สามารถบอกให้ตัวเองหรือใครๆ ใจเย็นได้อีกแล้ว ฉันเข้าใจและเห็นใจความท้อแท้จิตตกซึมเศร้าของเด็กรุ่นใหม่ที่มองไม่เห็นแสงสว่างในอนาคตตัวเอง หน้าต่างแห่งวาระโอกาสกำลังปิดลง เวลาเป็นทรัพยากรฟุ่มเฟือยที่เราไม่มีเหลือ การสูญพันธ์คือชั่วกัลปาวสาน ผลกระทบต่อภูมิอากาศมีแรงเหวี่ยงของตัวเองที่ถึงจุดหนึ่งมนุษย์ไม่สามารถฉุดรั้งไว้ได้

ฉันจะตอบใครก็ตามที่ถามคำถามนั้นว่า ฉันยังคงมีแรงมีพลังอยู่ได้เพราะฉันไม่หวัง ฉันหยิบก้อนความโหยหาความหวังออกจากหัวใจและวางมันไว้ข้างตัว มันไม่สามารถอยู่ในสารบบความคิดได้ เพราะถ้าฉันคิดถึงความหวัง ฉันจะรู้ว่ามันไม่มี และอาจสงสัยว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่คืออะไร

ความหวังโยงใยกับผลลัพธ์ มันจึงเป็นเรื่องของอนาคต กังวลไปก็มีแต่บั่นทอน ถ้าเราจะคงพลังหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ได้ในยามนี้ เราจำเป็นต้องอยู่กับปัจจุบัน เผชิญหน้ากับสถานการณ์และถามคำถามทองคำที่ใช้ได้ตลอดกาล ได้แก่ “เราทำอะไรได้บ้าง?” เลือกสิ่งที่จะทำให้โลกดีขึ้นและทำมันไป

เพราะถ้าไม่ทำมัน นอกจากจะตอกลิ่มความสิ้นหวังแก่โลกให้ทิ่มลึกยิ่งขึ้นแล้ว ความรุนแรงของสถานการณ์ในอนาคตก็จะยกระดับความเลวร้ายมากขึ้นไปอีก

ชีวิตที่ผ่านมาเกือบหกทศวรรษ ได้เห็นคนมากหน้าหลายตาผ่านมาผ่านไปในชีวิต สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือคนทุกคนล้วนมีพรสวรรค์อะไรบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อาจมีคล้ายกันบ้างแต่ไม่เหมือนกันทีเดียว หน้าที่หนึ่งในชีวิตคือมอบพรสวรรค์นั้นให้แก่โลก และในยามที่โลกกำลังบิดตัวลอกคราบเข้าสู่ยุคใหม่ เราต้องการพรสวรรค์ทั้งหมดนั้นจากทุกๆ คนเพื่อให้เราพากันเปลี่ยนผ่านไปได้ด้วยกัน

ความกังวล เศร้าซึม จิตตก หมดแรง อุดช่องทางต่างๆ ที่พลังไหลเวียนจากธรรมชาติเข้ามาสู่เราและถ่ายออกไป จนพรสวรรค์ที่เรามีงอกงามขึ้นไม่ได้

ในวันปีใหม่นี้ ฉันอยากจะมอบบทกวีบทหนึ่ง เขียนโดย เวนเดิล เบอร์รี่นักเขียนชาวอเมริกันรุ่นแม่ฉัน ชื่อ The Peace of Wild Things (1968) ขอทดลองแปลว่า “ความสงบแห่งชีวิตป่า” :

When despair for the world grows in me  — เมื่อความสิ้นหวังต่อโลกเติบโตขึ้นในใจ

and I wake in the night at the least sound — และฉันผวาตื่นขึ้นกลางดึกด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา

in fear of what my life and my children’s lives may be, — หวั่นวิตกว่าชีวิตฉันกับลูกๆ จะเป็นเช่นไร

I go and lie down where the wood drake — ฉันจะออกไปและล้มตัวลงนอนตรงที่เป็ดป่า

rests in his beauty on the water, and the great heron feeds. — พักวางความงามลงบนผืนน้ำ และนกกระสาหากิน

I come into the peace of wild things — ฉันได้เข้าสู่ความสงบแห่งชีวิตป่า

who do not tax their lives with forethought — ผู้ไม่บั่นทอนชีวิตตัวเองไปกับห้วงคำนึงถึงอนาคต 

of grief. I come into the presence of still water. — แสนเศร้า  ฉันเข้าสู่ผืนน้ำสงบนิ่ง

And I feel above me the day-blind stars — สัมผัสได้ถึงหมู่ดาวเบื้องบนที่ยามกลางวันบดบัง

waiting with their light. For a time — รอคอยเวลาดาวเปล่งแสง ชั่วครู่หนึ่ง

I rest in the grace of the world, and am free. — ฉันพักอยู่กลางสิริมงคลแห่งโลก และฉันเป็นอิสระเสรี

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านตื่นเช้ามา ได้หยุดฟังเสียงนกร้องรอบตัว เห็นใบไม้เขียวและดอกไม้แย้มบานใกล้ตัว ขออวยพรให้ละทิ้งภาระของความสิ้นหวัง ดมดอกไม้ดอกนั้นและออกไปทำสิ่งที่ต้องทำ

สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คน

กรุงเทพธุรกิจ, มกราคม 2563

 

 

 

 

Leave a comment