
เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า เหตุใดร่างกายเราจึงไม่มีฝาปิดรูหูไม่รับเสียงเหมือนที่มีเปลือกตาปิดตาไม่รับภาพ?
บางทีคำตอบอาจจะซ่อนอยู่ในลักษณะหนึ่งที่เรามีร่วมกันกับสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ พวกเรา—ได้แก่ สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด—ล้วนมีประสาทโสตสัมผัสในรูปแบบใดแบบหนึ่งเป็นผัสสะสำคัญ ไม่ว่าสัตว์ชนิดนั้นจะตาบอด หรือมีผัสสะโดดเด่นอื่นๆ อย่างการรับรู้อุณหภูมิจนจับเป็นภาพได้ รับรู้คลื่นแม่เหล็กโลก หรืออย่างมนุษย์เรามีสายตามองเห็นเป็นผัสสะเอก แต่เรากลับปิดหูไม่ได้เช่นปิดตา
มันชัดเจนว่าตลอดกระบวนการวิวัฒนาการ โสตประสาททำหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการอยู่รอดเหนือผัสสะอื่นๆ
เสียงบอกถึงภัยอันตรายก่อนที่มันจะประชิดตัว เสียงโป้งป้างโครมครามอุบัติขึ้นทันทีทันใดจึงทำให้เราตกใจ หัวใจเต็นแรง ความดันขึ้น โฮโมนเครียดคอร์ติโซนจะหลั่งออกมาทันที กระตุ้นปฏิกิริยาให้เราตื่นตัว พร้อมหลบภัย
ในขณะเดียวกัน เสียงนกร้องเพลง คุยกันจิ๊บๆ ทำให้เราผ่อนคลายสบายใจ เพราะสัญชาตญานที่ฝังอยู่ในพันธุกรรมบอกเราถึงความปลอดภัย เป็นปกติสุข
ภัยมาได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเรานอนหลับ เราจึงปิดหูไม่ได้
จากความจำเป็นพื้นฐานในการอยู่รอดพ้นภัยจากเสือเขี้ยวดาบในยุคมนุษย์ถ้ำ สังคมมนุษย์เราพัฒนาเสียงรอบตัวหลากหลายขึ้นมากมาย ทั้งเสียงดนตรี เสียงเครื่องจักร เสียงกิจกรรมต่างๆ ระดับความดังก็เพิ่มขึ้นไปกับเทคโนโลยีขยายเสียง จ้อกแจ้กจอแจ อึกทึกครึกโครม
เสียงไม่ได้เป็นเพียงสัญญานเตือนภัยอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นตัวภัยอันตรายเสียเอง
มันไม่ใช่แค่เสียงดังในระดับทำลายโสตประสาทขนาด 120 เดซิเบลอะไรเท่านั้น แต่เสียงดังในระดับแก้วหูยังไม่แตกก็เป็นภัยต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เสียงต่างๆ ส่งผลต่อระบบทำงานในร่างกายเราต่างกันไป เมื่อคลื่นเสียงในอากาศลอยเข้ามากระทบน้ำในหู ส่งคลื่นต่อไปยังเส้นขนประสาทจิ๋วที่กระตุ้นสารเคมีที่แปรเปลี่ยนไปเป็นกระแสไฟฟ้าความถี่ต่างกันไป ส่งไปยังสมอง ถ้าไม่ตั้งสติดีๆ มันก็สั่งปฏิกิริยาตามสัญญานที่ได้รับ ถ้าเป็นเสียงที่เราไม่ชอบมันก็กลายเป็นความรำคาญ เป็นความเครียด เป็นโรคหัวใจ หรือนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่ได้
เมื่อสองปีก่อน (พ.ศ.2561) มีข่าวรายงานวิจัยเรื่องร้องเรียนในประเทศไทยจัดทำโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปรากฏว่าเรื่องที่คนร้องเรียนกันมากที่สุดถึง 33%ได้แก่ ปัญหามลภาวะเสียง และพื้นที่ที่มีการร้องเรียนสูงสุดเป็นภาคเหนือ (41.5%) ตามติดๆ ด้วยกรุงเทพ (40%)
มลภาวะเสียงที่ร้องเรียนกันมากที่สุด ได้แก่ เสียงงานบันเทิงโวกเวกยามค่ำคืน
ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเริ่มใช้ชีวิตมากขึ้นในเชียงดาว เราอยู่กลางทุ่งนา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร ถ้าในเมืองมีงานดนตรีกลางแจ้ง เสียงก็จะลอยข้ามทุ่งมาชัดเจน
ในปีแรกๆ ที่เราอยู่ เมืองจะจัดงานดนตรีติดลำโพงยักษ์แผดสนั่นไม่บ่อยนัก ช่วงหน้าหนาวก็จะมีแต่ช่วงปีใหม่ประมาณ 3 คืน ก็ยังพอทนได้ ถือว่าเป็นเทศกาลปีละหน เราไม่สนุก แต่คนอื่นเขาสนุกก็อะลุ่มอล่วยกันไป
แต่พอหมดยุคอบต.ที่จะชั่วดีอย่างไรก็ต้องฟังเสียงเหล่าแม่อุ๊ยที่อยากพักผ่อนบ้าง—ก็คะแนนเสียงทั้งนั้น มาสู่ยุคอำนาจเทศบาลล้วนๆ พลันงานบันเทิงลำโพงยักษ์ก็เพิ่มทั้งความถี่และระยะเวลาการจัด ขนาดลำโพงก็ใหญ่ขึ้นและดังขึ้น จนปีหลังๆ นี้ถี่ขนาดบางเดือน เช่น ธันวาคม จัดงานรวมแล้วปาเข้าไปครึ่งเดือน ช่วงปีใหม่งานยาวนับ 10 วัน
เราเคยโผล่ไปดูว่าใครมันปาร์ตี้อะไรกันนักหนาปรากฏว่ามีวัยรุ่นดิ้นๆ กันไม่กี่คน งานเลิกก็ขี่แว้นเสียงดังลั่น บ้านใครอยู่ใกล้ถนนไม่ต้องหลับนอนจนตี 1 ตี 2
ชาวบ้านร้องเรียนที เสียงก็ลดระดับลงบ้าง แต่คืนต่อมาก็ดังกระฮึ่มอีก งานสุดท้ายช่วงตรุษจีนที่เพิ่งผ่านไปจัดสองเวทีประจันกันในกาดสร้างใหม่ แข่งกันแหกปาก ขนาดชาวบ้านทั้งบางรวมตัวกันประท้วง เขาก็ยังจัดได้ นัยว่าเป็นงานขายเบียร์เร่ร่อนเวียนจัดตามเมืองต่างๆ
บางคนก็ว่าคุยกับเทศบาลแล้วเขาเข้าใจ แต่ตำรวจกลับบอกให้ชิล ให้ใจกว้างกับความสนุกของผู้อื่น
ก็แล้วความสงบของคนอื่นล่ะ ทำไมจึงละเมิดได้ เราไม่มีสิทธิหรืออย่างไร
บางคนบอกว่ามันเป็นวิถีคนไทยต่างจังหวัด เสียงต้องดัง ไม่งั้นถือว่างานกร่อย จะงานแต่ง งานบวช งานอะไรต้องดังจึงสนุก
การร้องรำทำเพลงในงานบุญประเพณีอาจเป็นวิถีเดิมจริง แต่มันก็เหมือนกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีจากใบตองไปเป็นพลาสติกใช้แล้วทิ้ง เทคโนโลยีเครื่องเสียงที่เปลี่ยนไปสร้างปัญหารูปแบบใหม่ที่ไม่มีมาก่อน
และก็พอกันทีเถิดกับการอ้างความเป็นไทย ซึ่งถ้ามาถามชาวบ้านแถวนี้ พวกเขาจะยืนยันว่างานเสียงดังที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องของธุรกิจ ไม่ใช่วิถีของพวกเขา เขาอยากจะนอน ลูกเด็กเล็กแดงก็ต้องการนอน
กฎหมายให้ดุลยพินิจแก่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้อนุญาตจัดงาน คำถามที่ตามมาจึงหนีไม่พ้นว่าใช้อะไรพินิจจึงเห็นชอบกับการสร้างความเดือดร้อนแก่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบันเทิงกลางแจ้ง?
เสียงดังที่ส่งข้ามทุ่งมาในอากาศ แยงเข้าไปในหู ไปเป็นกระแสไฟฟ้ากระตุ้นความเครียดในร่างกายคน เป็นการทำร้ายร่างกายโดยตรง จนชื่อหมู่บ้านเราน่าจะเปลี่ยนจากชื่อบ้านดงไปเป็นบางละเมิด
มลภาวะเสียงยังทำร้ายชีวิตอื่นๆ นอกเหนือจากมนุษย์ สัตว์ก็เครียด มีงานศึกษาที่พบว่าต้นไม้ไม่ได้รับการผสมเกสรและกระจายพันธุ์เพราะสัตว์ที่ทำหน้าที่เหล่านั้นหนีเสียงดัง ค้างคาวที่อาศัยเสียงสะท้อนในการหาทางก็มีปัญหา กบต้องใช้เสียงในการสื่อสารเพื่อผสมพันธุ์ก็ผสมพันธุ์ได้น้อยลง เสียงร้องเพลงของนกก็เปลี่ยนไปและมลภาวะเสียงก็มีบทบาทในการลดลงของจำนวนประชากรนกหลายชนิด นี่ไม่ใช่เรื่องขำๆ ในภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่
ย้อนกลับไปที่งานวิจัยของสกว. เหตุใดการร้องเรียนเหตุรำคาญสูงสุดถึง 33% ทั่วประเทศจึงไม่ได้รับการเหลียวแลและจัดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง? เราดูจะเป็นสังคมที่คนเสียงดังที่สุดได้ชัยชนะตามใจตนเองเสมอแม้จะเป็นคนส่วนน้อย แทนที่จะหากติกาให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเคารพสิทธิในคุณภาพชีวิตซึ่งกันและกัน เรากลับให้คนเสียงเบาต้องจำยอม
ถ้าเราเห็นร่วมกันว่าโรงงานปล่อยน้ำเสียไม่ได้ ต้องบำบัดก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะ กับกรณีมลภาวะเสียงก็ต้องเห็นเช่นกัน ใครสนุกสุขกับเสียงดังก็ต้องหาวิธีจำกัดเสียงนั้นไว้ภายในขอบเขตไม่ให้กระจายออกไปสู่หูและร่างกายผู้อื่น
เราทุกคนต้องมีทั้งสิทธิและทั้งเสียง
กรุงเทพธุรกิจ, กุมภาพันธ์2563