
ช่วงระวังโควิทอยู่ติดบ้านนี้ ใครๆ ก็พากันเปิดเน็ทฟลิคซ์ ดู Crash Landing on You
มันเป็นซีรี่ส์เกาหลียอดฮิตที่ไม่เพียงแต่จะทำให้สาวๆ กรี๊ดผู้กองรีจองฮยอก และชายหนุ่มที่บ้านกรี๊ดยุนเซรี แต่ยังกระตุ้นความสนใจในวิถีชีวิตและสังคมเกาหลีเหนือ ไล่หาคลิปยูทูปดูสัมภาษณ์ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์กัน ไม่ต่างกับที่ละครบุพเพสันนิวาสกระตุ้นความสนใจในชีวิตยุคอยุธยา
แต่สำหรับนักอนุรักษ์ หรือใครที่เคยอ่านหนังสือ The World Without Us ของ Alan Weisman โบนัสพิเศษของการดูละครเรื่องนี้คือฉากพื้นที่ DMZ ในละคร
มันเป็นที่เดียวในเกาหลีสำหรับคนไม่กรี๊ดเกาหลีอย่างฉันอยากไปเห็น
DMZ ย่อมาจาก Demilitarized Zone หรือพื้นที่ปลอดทหาร เป็นแนวเขตแบ่งดินแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ตามสัญญาสงบศึก กว้าง 4 กิโลเมตร ยาว 249 กิโลเมตรบนแนวเส้นรุ้งขนานที่ 38 เป็นพื้นที่ปลอดมนุษย์มาตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 1953
แนว DMZ ส่วนใหญ่ตัดผ่านภูเขา บางช่วงตามทางน้ำไหล ตามหุบมีตะกอนทับถมเป็นที่ที่เคยมีวัฒนธรรมปลูกข้าวมายาวนานร่วม 5,000 ปีจนกระทั่งเกิดสงครามเกาหลี ปัจจุบันนาข้าวโบราณเหล่านี้ถูกทิ้งร้างและเต็มไปด้วยกับระเบิด ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาตั้งแต่ปี 1953 ยกเว้นหน่วยลาดตระเวนแบบกองร้อยที่ 5 ของผู้กองรีจองฮยอก
มันเป็นพื้นที่ต้องห้ามอันตรายสำหรับมนุษย์ แต่โดยไม่ตั้งใจมันกลับกลายเป็นแดนหลบภัยที่สำคัญระดับโลกสำหรับสัตว์ป่าหายาก
เมื่อมนุษย์ออกไป นาข้าวทิ้งร้างก็กลับคืนไปเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำดังเดิม เป็นแอ่งน้ำ เป็นหนองกกพงแขม ที่ที่เคยเป็นป่าก็ฟื้นคืนมา ปัจจุบันแนวแคบๆ ของ DMZ มีพรรณพืชมากกว่า 1,100 ชนิด มีสัตว์ที่ไม่พบเหลืออยู่ที่อื่นใดในเกาหลีแล้ว รวมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 50 ชนิด ซึ่งรวมถึงหมีควายและสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างเสือดาว นกมีหลายร้อยชนิด และปลามากกว่า 80 ชนิด
มันจึงสนุกมากที่จะได้เห็นทั้งภูมิประเทศและนิเวศพื้นถิ่นต่างๆ ในท้องเรื่อง ซึ่งในภาพรวมๆ ค่อนข้างสอดคล้องกับรายงานที่ฉันเคยอ่านมา ทั้งๆ ที่ละครไม่ได้ถ่ายทำในสถานที่จริง เป็นหลายโลเคชั่นประกอบกัน แต่ฉันก็ยังสามารถจะระบุได้คร่าวๆ ว่านางเอกวิ่งหนีผ่านโซนไหนบ้าง—ตรงนั้นน่าจะเป็นหุบกลาง DMZ ที่เคยเป็นนาข้าวโบราณ เห็นหนองแขมไกลๆ ขึ้นเนินไปเป็นป่าสนผสมไม้ผลัดใบ—แต่โทษทีนะ มันดูเหมือนฝั่งเกาหลีใต้มากกว่าเกาหลีเหนือในเรื่อง เพราะนัยว่าฝั่งเหนือถางไม้ไปทำฟืนจนเขาโล้นเป็นลูกๆ ดินถล่มตลอด—บางช่วงผ่านดงป่าเหล่าที่ป่าเพิ่งฟื้นได้ไม่นาน จนออกมายังทุ่งโล่งในโซนควบคุมพลเมือง เป็นเขตกันชนอีกชั้นให้ทำเกษตรได้แต่ไม่อยู่อาศัย และออกมาสู่หมู่บ้านในที่สุด
สำหรับละครรักขำๆ ต้องยกย่องว่าเขามีความพยายามเก็บรายละเอียดความถูกต้องได้ดีกว่าที่เห็นกันทั่วไป (ชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ก็ชมรายละเอียดด้านวัฒนธรรมว่าถูกต้องราว 70%) ที่นี่เป็นสวรรค์ของนกน้ำอพยพ และเราจะเห็นภาพเป็ดน้ำบินเป็นฝูงตัววีในฉากละคร แต่ถ้าเป็นสถานที่จริง ฝูงห่านป่าและนกน้ำต่างๆ จะมีจำนวนมากจนนับไม่ไหว
แต่ได้คืบก็อยากเอาศอก ฉันอยากเห็นทูตตัวแทนธรรมชาติ DMZ มากกว่านี้
น่าเสียดายที่กวางน้อยที่ยุนเซรีเห็นตอนห้อยต่องแต่งบนต้นไม้เป็นลูกกวางดาวซิก้าธรรมดา ดูจากขนาดเขาคงต้องการสมมุติว่ามันเป็นกวางน้ำ—กวางไอคอนของ DMZ แต่กวางน้ำมันต้องมีเขี้ยวยาว คิดดูว่ามันจะเจ๋งแค่ไหนถ้าฉากที่กวางน้อยกินน้ำหันหน้ามา เห็นเขี้ยวยาวเต็มจอ แทนหน้าซื่อใสของแบมบี้น้อย
และเสียดายสุดๆ คือไม่มีนกกระเรียนมงกุฎแดง
กระเรียนมงกุฎแดง (Red-crowned Crane) หรือดูรูมิในภาษาเกาหลี เป็นนกใกล้สูญพันธุ์เหลือน้อยกว่า 3,000 ตัวในธรรมชาติ สูง 1.5 เมตรเท่าคนตัวเตี้ย ปีกกว้างกางออกได้ถึง 2.5 เมตร ขนาดใหญ่เป็นรองที่สองแค่จากกระเรียนกู่ (Whooping Crane) แห่งอเมริกาเหนือ ปัจจุบันมีประชากรสำคัญอยู่สองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประจำถิ่นอาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น และกลุ่มนกอพยพจากจีนตอนเหนือและไซบีเรีย ในช่วงฤดูหนาวส่วนหนึ่งจะอพยพลงไปยังชายฝั่งเขตจังหวัดเจียงสูของจีน และอีกกลุ่มเดินทางลงมาพักในเขต DMZ ของเกาหลี
มันเป็นนกที่สง่างามจับใจ ในเชิงวัฒนธรรม มันเป็นสัญลักษณ์มงคลสื่อถึงโชคลาภและความสงบ ใครก็ตามที่เคยได้เห็นมันร่อนลงหากินในธรรมชาติอย่างเงียบเชียบจะไม่มีวันลืมความปิตินั้นได้เลย
น้ำหนักตัวและลีลาการเดินของมันไม่กระตุ้นกับดักระเบิด พวกมัน กระเรียนอื่นๆ และห่านป่าต่างๆ จึงหลบภัยอยู่ได้บนดินแดนประหัตรประหารของมนุษย์
นักอนุรักษ์ชาวเกาหลีและนานาชาติพยายามรณรงค์ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ DMZ ในฐานะพื้นที่อนุรักษ์ร่วมของสองประเทศ พวกเขามองว่าท่ามกลางความขัดแย้งและความแตกต่างระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ ธรรมชาติตรงนี้คือสิ่งที่เขามีร่วมกัน เป็นเรื่องราวที่พวกเขาอยากให้ชาวเกาหลีและชาวโลกได้รับรู้ (ฉันจึงสนองด้วยบทความ Kdrama tie-in)
กระเรียนมงกุฎแดงเป็นนกแห่งความรักยืนยงจับคู่ผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต—ยุนเซรีฮาร์ทรีจองฮยอก—ถ้าละครฮิตเบอร์นี้จะเติมภาพมันสักฉาก ทิ้งไว้ในความทรงจำสาธารณะ
เพราะอันที่จริงละครเรื่องนี้ก็สอดแทรกสัญลักษณ์ธรรมชาติไว้ตรงนู้นตรงนี้ตลอด เริ่มตั้งแต่ฉากเปิดอีพีแรกที่นำเสนอธรรมชาติ DMZ ผ่านสายตานกอินทรี สื่อถึงชีวิตติดปีกมีอิสระข้ามพรมแดนได้ต่างจากมนุษย์
ดังที่ยุนเซรีพูดอยู่เสมอ “เมื่อสองประเทศรวมกัน….”—มันเป็นสิ่งที่คงจะเกิดขึ้นในที่สุด และเมื่อมันเกิดขึ้น นักพัฒนาที่กำลังจับจ้องดูพื้นที่โซนนี้ตาไม่กระพริบจะรีบรุกเข้าไปทันที และมรดกธรรมชาติสำคัญชิ้นนี้จะหายไป
อี.โอ.วิลสัน นักชีววิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดผู้ร่วมผลักดันการอนุรักษ์ DMZ มองว่า “อีกร้อยปีจากนี้ไป ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ในศตวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่สำคัญที่สุดจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์นี้ มันจะเป็นมรดกทรงคุณค่าที่สุดของคนเกาหลี และจะเป็นตัวอย่างให้ที่อื่นๆ ทั่วโลกทำตาม”
กลุ่มนักอนุรักษ์มองว่าการอนุรักษ์ DMZ และเฉลิมฉลองคุณค่าร่วมที่ประเมินมูลค่ามิได้นี้ จะเป็นแนวทางการเจรจาสร้างสันติภาพระหว่างสองประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ให้ใครต้องเสียหน้าได้อย่างเนียนๆ แถมเครดิตเท่ระเบิดระดับโลก พวกเขาพยายามขายทางเลือกในการสร้างเม็ดเงินผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เคาะตัวเลขให้ดูว่าน่าพิสมัยกว่าการพัฒนาแนวอื่นเป็นไหนๆ แต่ขณะเดียวกันก็หวั่นว่าถ้าวางแผนไม่ดีและอ่อนข้อให้กับนักลงทุนอหังสาริมทรัพย์รอบเขตอนุรักษ์ การท่องเที่ยวจะทำให้โฮโมเซเปี้ยนเป็นสายพันธุ์ชนิดเดียวที่งอกงามอยู่ได้ในเขตอนุรักษ์ DMZ
อย่างไรก็ตาม โลกหลังโควิท-19 จะเปลี่ยนไป สังคมกำลังทบทวนระบบคุณค่ากันใหม่ กำลังตั้งคำถามกับระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ กำลังมองหาระบบใหม่ๆ ที่ให้คุณค่ากับชีวิต กับสุขภาพ กับนิเวศ มันจะไม่ขับเคลื่อนอย่างบ้าคลั่งด้วยเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว
เมื่อนั้น crane ก็อาจได้ land ในเกาหลีสืบต่อไป
กรุงเทพธุรกิจ, เมษายน 2563