เมืองสะพรั่งหลังโควิด

80203410_10158286036272214_1805553832617312256_n

วิกฤตโควิดกำลังเขย่าโลกอย่างแรง เรียกร้องให้เราตั้งคำถามใหญ่ๆ กับวิถีเดิมๆ ของสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจกระแสหลัก โครงสร้างสังคม ยันการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย เรารู้ว่าของเก่ามีปัญหาต้องเปลี่ยน แต่เรายังไม่รู้ชัดว่ามันควรเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรแน่

แต่ถ้าเราเริ่มต้นกับเสาหลักที่เรารู้อยู่ แล้วต่อโจทย์จากตรงนั้นล่ะ?

จะเป็นระบบเศรษฐกิจ เมือง หรืออะไรก็ตามแต่ มันควรจะต้องเป็นไปเพื่อสนองชีวิตเรา โควิดช่วยให้เราแยกแยะชัดเจนระหว่างสิ่งจำเป็นที่เราต้องมีกับสิ่งที่เราไขว่คว้าเพราะอยากมี และมันชัดเจนว่าชีวิตต้องการสุขภาพที่ดี ทั้งสุขภาพกายและจิต ซึ่งรวมไปถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์

เมืองซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของมนุษย์จึงต้องสนับสนุนสุขภาพของเรา ไม่ใช่แค่ปัจจัยสี่ที่ควรเข้าถึงได้ง่ายและอากาศหายใจสะอาดไร้มลพิษ แต่ปัจจัยแวดล้อมพื้นฐานที่เจือจุนสุขภาพเราก็ต้องมา

มันสำคัญมากที่จะรับรู้ว่าร่างกายของเราไม่ได้ประกอบด้วยเซลล์ของเราเองเพียงเท่านั้น แต่ครึ่งหนึ่งเป็นชีวิตจิ๋วๆ ที่เรียกรวมๆ กันว่าจุลชีพอาศัยอยู่ในตัวเรา ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไกดำเนินชีวิตต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ แต่ละชนิดมีความสามารถพิเศษในการทำหน้าที่แต่ละอย่างได้ดีต่างกันไป เหมือนกับสังคมมนุษย์ที่มีอาชีพต่างๆ ทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบริการในสังคม ในร่างกายของคนแข็งแรงพบว่ามีจุลชีพหลากหลายชนิดมาก เทียบได้กับระบบนิเวศป่าเขตร้อนจิ๋ว ในทางตรงข้าม ร่างกายของคนอ่อนแอขี้โรคมีความหลากหลายของจุลชีพต่ำมาก เสมือนทะเลทราย วิธีรักษาสมัยใหม่คือเอาสังคมจุลชีพจากคนแข็งแรงไปปลูกในตัวคนป่วย ไม่ต่างกับการทำสวน

สรุปง่ายๆ เน้นๆ สุขภาพคือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งต้องมีในทุกระดับ ทั้งในร่างกายตัวเรา ในอาคารบ้านเรือน ในเมือง ในพื้นที่เกษตร และในพื้นที่ที่กำหนดไว้เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติโดยเฉพาะ เคล็ดไม่ได้แค่อยู่ตรงที่ว่าระบบนิเวศต่างๆ จะได้ปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกัน เช่น ร่างกายเราไปเดินในป่าก็ได้รับจุลชีพดีๆ และสารเคมีดีๆ หลายชนิดจากป่า แต่ความหลากหลายยังป้องกันสกัดกั้นไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเชื้อโรคกันง่ายเกินไปด้วย

เพื่อขยายความให้พอเห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเรื่องของเวส์ตไนล์ไวรัสและนกคาร์ดิวัลในสหรัฐอเมริกา

เวส์ตไนล์ไวรัส (West Nile Virus) ปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกในอเมริกาเมื่อปี 1999 ที่นิวยอร์ค ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วทวีปอเมริกา เป็นไวรัสที่แพร่เชื้อจากนกไปสู่ยุงไปสู่คน แต่ไม่ใช่กับทุกชนิด นกที่เป็นตัวเพาะเชื้อได้ดีมากเป็นนกที่ปรับตัวอยู่ได้ดีกับถิ่นอาศัยของมนุษย์ ทั้งในเมืองและพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนกโรบิน พอยุงกินเลือดของมันซึ่งเต็มไปด้วยไวรัส แล้วไปกินเลือดคนต่อ คนก็ติดโรค นกโรบินจึงถือว่าเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์”—ยอดตัวแพร่เชื้อของไวรัสชนิดนี้

โรคนี้จึงระบาดมากที่สุดในเมือง แต่น่าสังเกตว่าอัตราการระบาดแต่ละเมืองไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่นเมืองแอตแลนต้ากับเมืองชิคาโก้ ทั้งสองเมืองมีสัดส่วนนกติดเชื้อเท่าๆ กันคือประมาณหนึ่งในสามของประชากรนก แต่อัตราการระบาดสู่คนเทียบกันไม่ติด ที่ชิคาโก้มันสูงกว่าแอตแลนต้าถึงกว่าห้าเท่า

ย่อเรื่องให้สั้นลงว่ารูปแบบที่ปรากฎขึ้นคือเมืองที่มีป่าเก่าเป็นป่าโตมีอายุในเมืองจะระบาดน้อยกว่าเมืองที่มีแค่สวนสาธารณะแต่ไม่มีป่า ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่อยู่ๆ ยุงพาหะก็เลิกกินเลือดนกโรบินในจังหวะที่กราฟเชื้อในเลือดโรบินขึ้นสูงสุด พวกมันกลับหันไปกินเลือดนกคาร์นิวัลแทน เลือดนกคาร์นิวัลสีแดงแสนสวยมีภูมิต้านทานที่คอยกดเชื้อไวรัสไว้ ทำให้ยุงไม่เอาเชื้อไปติดคน มันเป็นนก “ซูเปอร์ซัพเพรสเซอร์”—ยอดตัวกดเชื้อของไวรัสชนิดนี้

และถิ่นอาศัยของนกคาร์นิวัลเมืองคือป่าในเมือง

อย่างไรก็ตาม ลำพังเมืองอุดมด้วยธรรมชาติและความหลากหลายของชีวิตป่าอาจจะไม่พอเพียงที่จะยับยั้งการระบาดของโรคอุบัติใหม่ เราต้องการระบบนิเวศขนาดใหญ่ทั้งบนบกและในน้ำที่สมบูรณ์นอกถิ่นอาศัยของคนด้วย เป็นพื้นที่ที่สัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อยู่ได้ ซึ่งหมายความว่าชีวิตอื่นๆ ก็ต้องอยู่ได้ด้วย ที่ใดที่สัตว์ผู้ล่าหายไป สัตว์ขนาดเล็กที่ออกลูกหลานได้เร็วและมักมีภูมิต้านทานโรคสูงขณะที่เป็นพาหะนำโรคเองเช่นหนู จะเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้โรคต่างๆ แพร่กระจายออกไปได้ง่าย ตรงข้ามกับในระบบนิเวศที่มีสัตว์ผู้ล่าและความหลากหลายสูง ไม่มีชนิดใดประชากรล้นเกินเป็นพิเศษเหนือชีวิตอื่นไปหมด เชื้อโรคจะแพร่ไม่สะดวกนัก เพราะแพร่ออกไปก็เจอตัวโน้นตัวนี้ที่บังเอิญเป็นด่านต้านทานได้

ดังนั้น ถ้าเราอยู่เฉยๆ ไม่ดันทุรังไปเปิบพิสดารสัตว์ป่า เปิดประตูให้เชื้อโรคทะลักเข้าสู่สังคมมนุษย์  การรักษาธรรมชาติของป่าไว้ให้สมบูรณ์และมีมากพอที่จะเกื้อหนุนนานาชีวิตโลกให้ดำรงอยู่ได้ ก็จะช่วยสกัดกั้นโรคอุบัติใหม่ได้มาก นักนิเวศวิทยาแนวหน้า เอดเวิร์ด วิลสัน ประเมินว่าต้องรักษาพื้นที่สมบูรณ์แบบนั้นไว้ให้ได้อย่างน้อยครึ่งโลก

ที่เหลือในถิ่นอาศัยของเราก็หาวิธีที่จะอยู่ร่วมกับสรรพชีวิตธรรมชาติให้ได้มากที่สุดตามความเหมาะสม สำหรับพื้นที่เกษตรในชนบทเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแยกบทความออกมาคุยกันโดยเฉพาะ แต่พื้นฐานที่สุดสำหรับคนเมืองคือเราต้องการอากาศสะอาดระบายถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายเรา เป็นอากาศเจือจุลชีพที่ดีต่อร่างกาย ผสมกับน้ำมันระเหยจากต้นไม้และประจุไฟฟ้าขั้วลบ ทั้งหมดเป็นคุณสมบัติของอากาศในพื้นที่ป่าธรรมชาติ ซึ่งงานวิจัยยืนยันแล้วว่าช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทานในร่างกายเรา

เมืองจึงต้องมีระบบนิเวศธรรมชาติที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลรักษาวัฏจักรธรรมชาติในภูมินิเวศท้องถิ่นที่เมืองตั้งอยู่ แต่ยังช่วยธำรงระบบภูมิต้านทานพื้นฐานของชาวเมืองที่อาศัยอยู่ด้วย ธรรมชาติคุณภาพดีเหล่านี้ต้องสามารถแทรกชอนไชเข้าไปผสานทุกหน่วยอนูของเมือง ปอดเมืองต้องมี ตับเมืองต้องมา ทุกเซลล์ในเมืองต้องหายใจได้ เม็ดเลือดชีวภาพส่งพลังชีวิตไปถึง

ขณะเดียวกัน ก็อาจต้องเผื่อภาวะฉุกเฉิน เช่นอากาศเป็นพิษ ต้องสามารถตัดขาดแยกส่วนจากกันได้ชั่วคราว มีเครื่องฟอกอากาศ มีระบบพลังงานหมุนเวียนช่วยประคองให้รอดชีวิตเป็นเมล็ดในดิน รอคอยเวลา

นี่คือโจทย์ จะออกแบบให้มีหน้าตารายละเอียดอย่างไรก็ว่ากันไป

อาทิ คอนโดอาจออกแบบให้เป็นเสมือนรังปลวกที่มีช่องถ่ายเทอากาศพรุนไปหมด แต่ปิดเปิดรูนั้นรูนี้ได้ตามความจำเป็น โถงทางเดินในคอนโดเป็นทางโปร่งรับลมรับแสงธรรมชาติ ห้องชุดทุกห้องมีระเบียงปลูกต้นไม้กระถางได้ เป็นทางเลือกให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปลูกผักสวนครัวหรือผักไม้พุ่มเด็ดใบกินพึ่งตนเองได้ระดับหนึ่ง และแม้จะอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวขนาดจำกัด แต่เมื่อมองออกไปข้างนอก ต้องได้เห็นต้นไม้เขียวๆ พอชื่นใจ ซึ่งหมายความว่าถนนตรอกซอกซอยในเมืองต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ริมทางแผ่คลุมถนนและทางเท้า ถ้าเป็นไม้ผลก็น่าจะเก็บกินกันได้ พื้นที่ให้ชีวิตต้องสำคัญกว่าพื้นที่ให้รถยนต์

จริงๆ แล้ว ถึงวันนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเมืองต้องเป็นมากกว่าป่าคอนกรีตมีสวนสาธารณะล้อมรั้วเป็นหย่อมๆ สิงคโปร์มุ่งจะสร้างเมืองในสวน ซึ่งหมายความว่าสวนคือผืนเมือง ใหญ่กว่าอาคารที่เป็นองค์ประกอบแทรกเข้าไปในดงไม้ ลอนดอนไปไกลกว่าในเชิงวาทกรรม มุ่งให้เป็นเมืองอุทยานแห่งชาติ ซึ่งหมายความว่าธรรมชาติและชีวิตป่าจะเล็ดเลาะจากพื้นที่อนุรักษ์ส่วนรวมโลดแล่นไปตามถนนน้อยใหญ่และแซกเข้าไปถึงอาคารบ้านเรือน เหมือนนิ้วแม่เสยผมเข้าไปลูบหัวเรา

ใครๆ ก็รู้ แต่แค่หยุดตัดต้นไม้ยอดด้วน กทม.ยังทำไม่ได้เลย

กรุงเทพธุรกิจ, พฤษภาคม 2563

Leave a comment