เกษตรโลกสวย vs โลกอัปลักษณ์ ตอนที่ ๑

planetary boundary

สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เราได้ยินการเหยียดชนชั้นกลางสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ว่าเป็นพวกโลกสวยไม่อยู่กับความเป็นจริง

จึงอยากชวนมา reality check ดูความเป็นจริงกัน – ความเป็นจริงเรื่องอะไร? ผลผลิต? เม็ดเงินรายได้? ระบบเศรษฐกิจและการตลาด?

ก่อนจะดู “ความเป็นจริง” ในระบบเกมสมมุติที่มนุษย์สร้างโดยกำหนดคุณค่ากติกากันเอง ขอเริ่มที่ความเป็นจริงที่มีพลังอำนาจเหนือเรา คือความเป็นจริงของระบบนิเวศธรรมชาติ

สังคมไทยอาจจะรู้เรื่องโลกร้อนกันดีพอสมควร แต่เราแทบไม่รู้เรื่อง Planetary Boundaries หรือขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกกันเลย มันเป็นความพยายามของทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยโจฮัน ร็อคสตร็อมจากศูนย์ศึกษาความยืดหยุ่นสต็อคโฮล์ม (Stockholme Resilience Centre) ช่วยกันรวบรวมข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ทั่วโลกมาสรุปเป็นภาพภูมิดูรู้สถานการณ์ระบบโลกจบได้เลยในแผ่นเดียว มีการอัพเดทเป็นระยะๆ มาตั้งแต่ปี 2009 แสดงเป็นกราฟแท่งตัวแทนปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ เรียงเป็นเสี้ยวชิ้นเค้กในวงกลมรูปลูกโลก มีวงแหวนล้อมเป็นชั้นๆ สองวงแบ่งเป็นพื้นที่สามโซน

โซนวงในสุดสีเขียวเป็นโซนปลอดภัย ปัญหาอะไรที่สะสมอยู่ในโซนนี้ถือว่ายังไม่รุนแรง ยังอยู่ในขอบเขตที่สมดุลโลกรับมือได้ถ้าเราไหวตัวจัดการแต่เนิ่นๆ ในตอนนี้ ไม่ปล่อยให้มันก่อตัวขึ้นไปสู่วงถัดไปซึ่งเป็นสีเหลือง เข้าสู่อันตรายมีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปัญหาที่สะสม เป็นเขตที่วัฏจักรการทำงานต่างๆ ของโลกแปรเปลี่ยนจากสมดุลเดิมที่เราเคยรู้จักและเอื้อต่อชีวิตเรา แต่ตอนนี้ระบบเริ่มผันผวนไม่ปลอดภัย ปัญหาโลกร้อนกำลังพุ่งทะยานอยู่กลางโซนนี้ วงสุดท้ายเป็นโซนสีแดง อันตรายสุดๆ เป็นภาวะที่เราไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้อีกต่อไปแล้ว

ยังไงก็แนะนำให้กูเกิ้ลศึกษา planetary boundaries เพิ่มเติม

ชาร์ตนี้แสดงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเห็น ดังนั้นปัญหาบางเรื่องที่เรารู้ว่าเป็นปัญหาแต่ยังไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ก็จำเป็นจะต้องทิ้งว่างไว้ โดยมีเครื่องหมายปรัศนีกำกับเตือนใจ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่วิกฤตที่สุดทะลุเพดานวงสีแดง เสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าโลกร้อนในโซนเหลือง ได้แก่ 1) การสูญพันธุ์ของชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ในโลก และ 2) ปัญหาการใช้ปุ๋ยเคมีการเกษตร ทั้งฟอสฟอรัสและโดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจน

อย่างที่ทราบกันดี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา เราได้เอาแอมโมเนียที่เหลือจากทำระเบิดมาเป็นปุ๋ย และกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของโลกอุดหนุน “ปฏิวัติเขียว” ที่แปลว่าการผลิตพืชอาหารปริมาณมากมาย ไม่ใช่เขียวสิ่งแวดล้อม

ในกระบวนการผลิตปุ๋ยเราใช้เชื้อเพลิงฟอซซิลจำนวนมากเพื่อดึงไนโตรเจนในอากาศมาประกอบเป็นสารจำพวกไนเตรทและแอมโมเนีย

มันเป็นแร่ธาตุที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต แต่พืชโดยลำพังตัวมันเองไม่สามารถดึงเอาก๊าซไนโตรเจนที่มีอยู่มากมายในอากาศมาแปรเป็นรูปแบบที่ละลายน้ำดูดกินได้อย่างไนเตรท ตามธรรมชาติมันจึงต้องพึ่งพาชีวิตอื่นในการทำหน้าที่นั้น อาทิ แบคทีเรีย รา สาหร่ายเขียวแกมน้ำเงิน (ซึ่งจริงๆ คือแบคทีเรีย) แต่อยู่ๆ ใครจะมาทำอะไรให้กันฟรีๆ ล่ะ มันต้องมีการแลกเปลี่ยน เป็นปกติของการทำมาค้าขาย สินค้าโดดเด่นของพืชคือแป้งและน้ำตาล ผลิตจากคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ พืชจึงปล่อยน้ำตาลออกไปที่ปลายราก จุลชีพต่างๆ ก็พากันมาอยู่แถวนั้น แปรไนโตรเจนกลับให้เป็นการตอบแทน สัตว์จิ๋วๆ ตัวอื่นก็มากินพวกมันอีกต่อ จนในที่สุดกลายเป็นสังคมชีวิตในดินที่คึกคัก เต็มไปด้วยสารอินทรีย์ และผู้ย่อยสลายสารเหล่านั้นในขั้นตอนต่างๆ กัน รวมถึงตัวใหญ่ๆ อย่างไส้เดือนที่กลายเป็นวิศวกรแห่งดิน คอยชอนไชให้ร่วนซุย น้ำระบาย ชีวิตสัญจรได้สะดวก และมีตัวกินเนื้อควบคุมสมดุลชีวิตในดินอย่างตะขาบ

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราให้ปุ๋ยสังเคราะห์แก่พืช?

มันก็กลายเป็นพืชนิสัยเสีย เหมือนเด็กถูกขุนตามใจได้ขนมตลอดเวลา เลิกแบ่งของกินให้เพื่อนในดิน เพราะมันไม่จำเป็นอีกต่อไป ไม่ช้าไม่นานเพื่อนฝูงก็แยกย้ายหายไป กลายเป็นดินร้าง ซึ่งก็คือดินตาย ไม่มีชีวิต โครงสร้างที่เคยเป็นเหมือนฟองน้ำก็ทรุดและแน่นแข็ง

เมื่อดินไม่มีชีวิต พืชก็ต้องคอยพึ่งปุ๋ยอาหารจากมนุษย์ คนขายปุ๋ยก็รวยไป แต่ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น

พืชอาหารดูดปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสขึ้นไปใช้เพียงแค่ส่วนเดียว ส่วนใหญ่จะถูกฝนชะลงไปสู่แหล่งน้ำและไหลลงไปถึงทะเล กลายไปเป็นปุ๋ยให้แก่สาหร่ายในน้ำ ก็บลูมขึ้นมาและเน่าเป็นมลภาวะ จนเกิดเป็น dead zone หรือ “แดนมรณะ” ออกซิเจนต่ำในทะเล ซึ่งขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก กินพื้นที่ 22,730 ตารางกิโลเมตรในปี 2017

ผลกระทบของมันรุนแรงเทียบเท่าการสูญพันธุ์ชีวิตโลก ส่วนหนึ่งเพราะมันก่อให้เกิดการสูญพันธุ์อย่างมโหฬารนั่นเอง

เราไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้กันมากนักในเมืองไทย มีแต่ข่าวสาหร่ายบลูมนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่เคยเชื่อมโยงกับการเกษตรและการใช้ปุ๋ยเคมี

แต่ในยุโรปมันเป็นเรื่องที่รับรู้กันทั่วไป ถกเถียงกันในสภา มีกฎหมายออกมากำกับดูแลตั้งแต่หลายสิบปีก่อน กำหนดให้เว้นพงพืชธรรมชาติชายฝั่งแหล่งน้ำเป็นแนวกว้างอย่างน้อยสองเมตร เพื่อเป็นแนวกันชนคอยดูดซับมลภาวะที่ชะลงมาสู่น้ำ แต่มันก็ยังไม่พอ เท่าที่รู้จากเพื่อนชาวสวีเดนและเดนมาร์ก ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้นักอนุรักษ์พยายามผลักดันให้ปรับกฎหมาย ขยายความกว้างของแนวพงพืชริมน้ำไปเป็น 20 เมตร แต่ยังไม่สำเร็จ

เดี๋ยวเอาไว้ตอนต่อไปเราค่อยมาคุยกันเรื่องทางออกที่เป็นจริงได้ สำหรับในตอนนี้อยากจะชวนให้ทบทวนว่าระบบเกษตรใช้สารสังเคราะห์ต่างๆ ที่เราอ้างว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราต้องการผลผลิตสูง ฯลฯ ใช้ต้นทุนอะไรของใครบ้าง?

มันใช้ต้นทุนของคนรุ่นต่อไปใช่หรือไม่?

ความเอารัดเอาเปรียบ ความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประวัติศาสตร์และในสังคมปัจจุบัน แต่ข้ามรุ่นไปสู่อนาคต ถ้าเราจริงใจกับการเรียกร้องประชาธิปไตยและสังคมยุติธรรม เราก็ต้องไม่เหยียดความพยายามของคนที่กำลังหาทางสร้างความยุติธรรมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าใครหัวเราะเยาะกับเกษตรอินทรีย์โลกสวยหน่อมแน้มต่อกรไม่ได้กับความเป็นจริงในระบบใหญ่ ก็ควรจะหัวเราะเยาะกับนักศึกษาประชาชนออกไปประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยทั้งๆ ที่ไม่มีเงิน ไม่มีปืน ไม่มีอำนาจ ช่างน่าขำ ไม่รู้จักความเป็นจริงของโครงสร้างอำนาจ ถึงได้ถูกอุ้มหายถ่วงน้ำตายอย่างนั้นหรือ? มันก็ล้วนเป็นปัญหาโครงสร้างและระบบคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น

ไม่เอาโลกสวย ฤาเราอยากเชียร์โลกอัปลักษณ์?

แน่นอนว่าระบบเกษตรกระแสหลักในโลกปัจจุบันเป็นโครงสร้างใหญ่ทรงอำนาจยากจะต่อกรด้วย ไหนจะข้อจำกัดสารพัดของเกษตรกรเบี้ยล่าง ซึ่งยังขอไม่พูดถึงตรงนี้ แต่สิ่งที่ควรเป็นความหวังคือข้อเท็จจริงว่ามันเป็นปัญหาที่มาจากระบบและกติกาที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง มันจึงอยู่ภายใต้อำนาจของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนเกมเรียลอาลิตี้โชว์

มันไม่ใช่กฏธรรมชาติอย่างแรงโน้มถ่วงโลกที่เราต้องยอมรับ

กรุงเทพธุรกิจ, กรกฎาคม 2563

 

 

 

Leave a comment