ช่างตัดผมและความหลากหลายทางชีวภาพ

สมัยสาวๆ ฉันไว้ผมยาวมาเกือบตลอด จึงไม่ค่อยจะได้นึกถึงช่างตัดผม ยิ่งช่วงเป็นนักศึกษาเรียนมหาลัยที่อังกฤษ อยู่กินอย่างประหยัดสุดๆ ไม่เคยเหยียบเข้าร้านตัดผมเลย ถ้าผมแตกปลายต้องการเล็มก็แค่ส่งกรรไกรให้เพื่อน ตัดไม่ตรงนักก็ไม่เป็นปัญหา เพราะรวบผมถักเปียเป็นประจำ แต่พอถึงวัยทองผมร่วงง่ายก็เข้าสูตรนางเฒ่าตัดผมสั้น ตัดไปตัดมาก็ติดใจสบายหัว ไม่คิดถึงผมยาวอีกเลย ทรงที่ตัดคือสั้นเต่อไม่ต้องหวี ประมาณทรงเจมี ลี เคอร์ติส หรือจูดี้ เดนช์ ดังนั้น ในช่วงปิดล็อคดาวน์ใหม่ๆ ได้ 1-2 อาทิตย์เมื่อเพื่อนผู้ชายเริ่มบ่นอยากตัดผม ฉันก็ยังไม่รู้สึกอะไร คิดว่ายังไงเสียช่วงนี้ปล่อยยาวเป็นบ๊อบก็ได้ ส่วนทางสามีขอให้ตัดผมให้ฉันก็ตัด ฉันอาจจะโอเคกับการเป็นฝ่ายเปิดยูทูปเรียนวิธีตัดผมคุณสามี แต่ไม่มีวันให้คุณสามีทดลองตัดผมตัวเองแน่นอน แก่เยินแค่ไหนก็ยังรักสวยรักงามเท่าที่พอทำได้ ผ่านไปสองเดือนผมที่งอกออกมาก็ยังอีกไกลกว่าจะยาวเป็นบ๊อบ แต่กำลังกะรุงกะรังได้ที่ ระต้นคอและข่มขู่จะแยงตา เริ่มจะรำคาญแต่ก็กะว่าเดี๋ยวใช้ผ้าคาดผมก็ได้ แต่แล้วเพื่อนก็ไลน์มาบอกว่ามีช่างตัดผมตัดให้ได้ รับนัดลูกค้าทีละคนเพื่อรักษาระยะห่างในสังคม เช้าวันรุ่งขึ้นฉันก็เลยไปตัดผม สายตาของพนักงานหน้าร้านที่เปิดประตูออกมาขานชื่อที่นัดไว้แสดงความดีใจล้นปรี่อย่างเห็นได้ชัดแม้เธอจะใส่มาส์ค เธอเชิญให้นั่งและให้ยื่นเท้าออกมาเพื่อให้เธอฉีดแอลกอฮอลบนพื้นรองเท้าและฝ่ามือ ก่อนจะพาขึ้นไปที่ห้องตัดผมข้างบน มีช่างนั่งรออยู่ ยิ้มหลังมาส์คล้นตาออกมาเช่นกัน มันดีใจเหมือนพบญาติมิตรที่ไม่ได้เจอกันมาแสนนาน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรู้จักกันเป็นครั้งแรก เราไม่ใช่แค่ลูกค้ามาจ่ายเงินประคองธุรกิจที่ชะงักงันไป แต่เราต่างเป็นมนุษย์ที่ได้ปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกัน เธอได้ใช้ทักษะพิเศษบริการตัดผมให้เรา ทำให้เรารู้สึกสบาย กลับบ้านมาทำงานอะไรอย่างอื่นของเราได้ดีขึ้น ในนาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดอกเข็มหลอดกลีบยาว และเธอเป็นมอธมีงวงดูดน้ำหวานยาว สามารถยืดงวงมาดูดน้ำหวานและผสมเกสรฉันได้ ในขณะที่สามีฉันทำไม่ได้ เพราะเขาเป็นด้วง … Continue reading ช่างตัดผมและความหลากหลายทางชีวภาพ

ต้นไม้พูดได้

ตอนเราเป็นเด็ก นิทานต่างๆ ในทุกวัฒนธรรมจะเต็มไปด้วยสัตว์และต้นไม้พูดได้ พวกมันเป็นชีวิตริมทางทั่วไป ไม่ใช่สัตว์วิเศษแห่งดินแดนมหัศจรรย์ในโพรงกระต่ายที่อลิศตกลงไป บางเรื่องถึงกับเริ่มต้นด้วย “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยที่คนยังคุยกับสัตว์ได้..” พวกเราที่เติบโตมาในสังคมสมัยใหม่เห็นมันเป็นเพียงนิทานเรื่องแต่งสนุกๆ ให้เด็ก แต่แล้วเราก็พบว่า ณ วันนี้ ยังคงมีชนเผ่าล่าสัตว์หาของป่าดั้งเดิมบางแห่งที่พูดคุยกับสัตว์และต้นไม้ได้จริงๆ ชนเผ่าเอสกิโมหรืออินูอิทในอลาสก้ามีวัฒนธรรมที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับวาฬ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวาฬลึกซึ้งกว่าการเป็นผู้ล่าและเหยื่อ พวกเขาสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เมื่อปี ค.ศ.1986 แฮรี่ บราว์เวอร์ เอสกิโมวัย 61 ได้รับสารจากลูกฬารหัวคันศรที่อยู่แถวบ้านของเขาห่างออกไป 1,000 ไมล์ บอกเรื่องราวของแม่มันที่ถูกกลุ่มผู้ชายบนเรือแคนูฆ่าตายด้วยฉมวก เขาเห็นหน้าคนฆ่าทั้งหมด ซึ่งรวมถึงลูกชายของเขาเอง เมื่อตรวจสอบข้อมูลก็พบว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง นักวิทยาศาสตร์จึงเข้าไปหาความรู้เกี่ยวกับชีวิตวาฬจากคนเผ่านี้เพื่อพัฒนาแนวทางการอนุรักษ์วาฬให้ดีขึ้น ต้นไม้ก็เช่นกัน จากการสอบถามหมอยาในชนเผ่าโบราณทั่วโลก นักมนุษย์วิทยาพบว่าความรู้เรื่องคุณสมบัติของสมุนไพรต่างๆ ไม่ได้มาจากการลองถูกลองผิดอย่างที่พวกเราคนสมัยใหม่โมเมเข้าใจกัน แต่เป็นสารที่ได้รับมาจากตัวต้นไม้เอง พจนา จันทรสันติ เขียนไว้ในหนังสือ แด่ชายหนุ่มและหญิงสาว (2554) ว่า “ผมมีความเชื่อว่าการสื่อสารของมนุษย์โบราณก่อนที่จะเกิดภาษาขึ้นนั้น ใช้การส่งและรับคลื่นความรู้สึกนึกคิดโดยตรง ซึ่งปัจจุบันเราเรียกกันว่า ‘โทรจิต’ อันเป็นวิชาที่สาบสูญ การสื่อสารของมนุษย์ในครั้งกระนั้นจึงตรงเต็มและปราศจากการบิดเบือนเฉไฉ และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปได้ว่า การสื่อสารนี้มิได้จำกัดอยู่ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น แต่ได้รวมไปถึงการสื่อสารกับสัตว์ พืช ก้อนหิน และธาตุมูลต่างๆ ในโลกธรรมชาติด้วย … Continue reading ต้นไม้พูดได้

ระยะแห่งการให้เกียร์ติ

เมื่อการคืนดีกับธรรมชาติเป็นวาระสำคัญของสังคมโลก ฉันจึงเริ่มจัดคอร์ส Nature Connection 101 เป็นคอร์สพื้นฐานสั้นๆ สองวันครึ่งของมูลนิธิโลกสีเขียวให้ผู้คนได้พัฒนาแนวทางที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสรรพชีวิตร่วมโลกรอบตัว ครั้งล่าสุดที่จัดไปคือเมื่อสองอาทิตย์ก่อนช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่เชียงดาว ไม่ได้จะเล่าเรื่องคอร์สทั้งหมดเพราะมันมีรายละเอียดมากมาย แต่อยากจะเล่าเรื่องน้องเพชร (นามสมมุติ) เธอเป็นเด็กสาวหน้าใสอายุ 15 ที่บอกว่าตลอดชีวิตของเธอ เธอเห็นแต่สัตว์หนีเรา พวกมันตีห่างจากมนุษย์เสมอ เด็กรุ่นเธอเติบโตมาในภาวะที่มนุษย์เป็นตัวน่ากลัวน่ารังเกียจแก่ปวงสัตว์มันเป็นภาวะที่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวโดยไม่รู้ตัว เพชรไม่ได้บอกว่าเธอเหงาหรือเศร้า แต่มันน่าสนใจว่าเธอสังเกตและพูดถึงปรากฎการณ์นี้ขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตาม ฉันออกจะดีใจที่เพชรพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะกิจกรรมสุดท้ายในคอร์สเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้พอดี สัตว์ไม่เหมือนกับต้นไม้ที่เราปฏิสัมพันธ์กันในวันแรกของคอร์ส มันวิ่ง มันบินหนีเราได้ ถ้าเราอยากจะเข้าใกล้สัตว์ เราต้องทำให้มันรู้สึกสบายใจกับเรา ถ้าถามช่างภาพสัตว์ป่าอย่างคุณเต สมิทธิ์ สุติบุตร์ เขาจะบอกว่าเราต้องทำตัว “ต่ำช้า”คือย่อตัวเรี่ยเตี้ยติดดินและเคลื่อนไหวให้ช้าที่สุด ค่อยๆ คืบค่อยๆ เถิบ บางทีช่างภาพสัตว์ป่าเหล่านี้ใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อคืบเพียง 10 เมตร แต่ไม่ว่าเราจะขยับช้าอย่างไร เมื่อสัตว์เห็นเราแล้ว เราจะต้องสังเกตว่ามันสบายใจกับเราในระยะไหน และเราต้องเคารพมัน ไม่พยายามล้ำเกินเส้นนั้น อินเดียนแดงเรียกว่า“ระยะที่ให้เกียร์ติกัน” พี่เชน ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ เรียกว่า “ระยะที่ได้รับอนุญาต”เป็นคำเรียกที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรงสุดๆ เมื่อพี่เชนประจันหน้ากับเสือ มันครางคำราญเตือน แต่พี่เชนก็ค่อยๆ ก้าวเข้าไปอีกหนึ่งก้าวพร้อมกล้องในมือ มันเป็นก้าวที่ยังไม่ได้รับอนุญาต เสือจึงกระโจนเข้าใส่ … Continue reading ระยะแห่งการให้เกียร์ติ

ไอซ์แลนด์แห่งจินตนาการ

ไอซ์แลนด์เป็นหมุดหมายการเดินทางที่ดูจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่น่าแปลกใจ เพราะภูมิทัศน์มันตระการตาขนาดทำกล้องตกยังไงก็ถ่ายออกมาสวย นี่คือดินแดนแห่งน้ำตกสูงใหญ่ไหลตกลงมาจากผาตั้ง บางแห่งเป็นผาแท่งผลึกหินเรียงเป็นกำแพงสูงใหญ่ เป็นดินแดนแห่งชายหาดสีดำเมี่ยม มีก้อนน้ำแข็งแตกลอยมาเกยเหมือนก้อนเพชร เป็นดินแดนแห่งน้ำพุร้อนและธารน้ำแข็ง มีแอ่งน้ำร้อนสีฟ้าแปร๊ดให้แช่ อากาศหนาวเย็นให้ใส่เสื้อขลิบขนสัตว์ถ่ายเซลฟี่ลงไอจี และถ้าโชคดียังอาจได้เห็นแสงเหนือออโรร่า แค่ความอลังการของภูมิประเทศก็เพียงพอที่จะทำให้ตื่นตลึง เพราะบางทีมันก็เหมือนเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ แต่ถ้าเราเสริมจินตนาการเข้าไปอีกนิด ความตระหนักในปรากฎการณ์น่าอัศจรรย์ใจตรงหน้าจะยกระดับไปอีกหลายเลเวล มันเป็นกุญแจเปิดประตูไปสู่วันเดอร์แลนด์ ความน่าพิศวงยินดีของโลกใบนี้ ฉันเพิ่งกลับมาจากไอซ์แลนด์กับทัวร์เพื่อนจัดกลุ่มเล็กๆ 8 คน ตอนเพื่อนส่งโปรแกรมมาให้ดูฉันก็ขอเติมสถานที่แวะไปอีกที่หนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ฉันอยากเห็นมากที่สุด ดูแผนที่แล้วมันใกล้กับบลูลากูนที่นักท่องเที่ยวไทยและจีนชอบไปแช่สปาน้ำร้อน เลยเสนอว่าให้ส่งคนอื่นๆ ลงที่สปาในระหว่างที่ฉันยืมรถไปดูปรากฎการณ์ทางธรณีที่อยากดู พูดให้ชัดกว่านี้ก็ต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่อยากสัมผัสมากที่สุดในไอซ์แลนด์ พลาดไม่ได้เลยทีเดียว สิ่งนั้นคือรอยแยกมหาสมุทรแอตแลนติก ถ้าดูแผนที่โลก เราจะเห็นรูปร่างโค้งเว้าของแผ่นดินอาฟริกา-ยุโรป สอดรับกับแผ่นดินทวีปอเมริกาเหนือ-ใต้ เสมือนเป็นชิ้นจิ๊กซอว์ที่เคยต่อกัน และครั้งหนึ่งเมื่อ 180 ล้านปีก่อนมันก็เคยติดเป็นแผ่นดินเดียวกันจริงๆ ก่อนที่รอยร้าวใต้พิภพจะดันมันออกจากกัน ถ่างห่างไปเรื่อยๆ จนช่องแยกกลายเป็นมหาสมุทรแอตแลนติก ถ้าไปกูเกิ้ลหาดูแผนที่แผ่นดินใต้สมุทร จะเห็นรอยแยกนี้อยู่ตรงกลาง และทุกวันนี้มันยังคงถ่างออกจากกันไปเรื่อยๆ ในอัตราความเร็วประมาณปีละ 2 ซม. ลาวาใต้พิภพจะผุดขึ้นมาตรงแนวกลางร่อง ขอบรอยแยกจึงมีลักษณะพูนขึ้นเป็นสันก่อนจะถูกผลักแยกห่างออกไป กลายเป็นเทือกเขายาวก้นมหาสมุทร เรียกว่า Mid-Atlantic Ridge (หรือจะเรียกว่า Rift ที่แปลว่ารอยแยกแทนก็ได้) ความพิเศษของไอซ์แลนด์ก็คือมันเป็นที่เดียวในโลกที่รอยแยกกลางแอตแลนติกจะพาดผ่านขึ้นมาบนบก ที่จริงมันก็เกิดขึ้นมากับปรากฎการณ์รอยแยกนี้แหละ … Continue reading ไอซ์แลนด์แห่งจินตนาการ

จากลอนดอนเป็นลอนดง

ฉันไม่ได้กลับไปลอนดอนมาร่วม 27 ปีตั้งแต่เรียนจบ ถ้าไม่นับทริปสั้นๆ ครั้งหนึ่งเมื่อ 17 ปีก่อนที่ต้องกลับไปทำธุระจำเป็นหลังแม่ตาย ก็ถือว่าไม่ได้เห็นเมืองนี้จริงๆ มาเกือบ 3 ทศวรรษ การได้ไปเยือนลอนดอนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาจึงออกจะสะเทือนใจ ไม่ได้สะเทือนด้วยความโศกเศร้า แต่เขย่าๆ ตื่นตาเบิกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะติดตามข่าวคร่าวมาเรื่อยๆ ทางอินเตอร์เน็ต แต่ไม่เคยนึกถึงผลกระทบที่มันจะส่งต่อจิตใจ ฉันหมายถึงผลจากการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเมือง โปรแกรมเยือนคืนถิ่นประเดิมด้วยเยี่ยมชมสถานที่อนุรักษ์ธรรมชาติใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากฉันจากไปแล้ว อันดับแรกก็ต้องเป็น London Wetland Centre ศูนย์พื้นที่ชุ่มน้ำลอนดอนริมแม่น้ำเทมส์ในย่านบานส์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์กลางเมือง เพราะอยู่ตรงข้ามฝั่งจากแฮมเมอร์สมิธ แค่ข้ามสะพานแล้วเดินหรือปั่นจักรยานทะลุอุโมงค์ต้นไม้เลียบแม่น้ำก็ถึงแล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ดูแลและจัดการโดย Wildfowl and Wetlands Trust (WWT) แปลไทยได้ว่า “กองทุนนกน้ำไก่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ”เป็นเอ็นจีโออนุรักษ์ก่อตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยเซอร์ปีเตอร์ สก็อต ผู้ถือว่าเป็นบิดาแห่งการอนุรักษ์ยุคโมเดิร์นคนสำคัญ ศูนย์พื้นที่ชุ่มน้ำลอนดอนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสร้างใหม่จากบ่อเก็บน้ำเก่ายุควิคตอเรียข้างแม่น้ำเทมส์ ซึ่งขุดไว้เก็บน้ำอย่างตรงไปตรงมาเป็นบ่อเหลี่ยมๆ กั้นเป็นตารางด้วยคันดิน WWT ไปเจอมันเข้าในปี 1989 และมองเห็นศักยภาพที่จะฟื้นฟูธรรมชาติขึ้นมาใหม่ให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอนุรักษ์ในเมืองแห่งแรกในยุโรป ปีนั้นเป็นปีสุดท้ายในชีวิตของปีเตอร์ สก็อต ด้วยชื่อเสียง ผลงาน และสายสัมพันธ์ระดับไฮโซสุดๆ WWT จึงได้ข้อตกลงกับมหานครลอนดอนให้ออกแบบและจัดการเป็นศูนย์อนุรักษ์และเรียนรู้ธรรมชาติกว้างใหญ่ราว 187 ไร่ … Continue reading จากลอนดอนเป็นลอนดง

ของขวัญจากเปอร์เซีย

แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนานเพียงนี้ ดวงตะวันก็ไม่เคยบอกกับโลกว่า “เธอเป็นหนี้ฉัน” ดูสิว่าอะไรเกิดขึ้นกับความรักเช่นนี้ มันสาดแสงสว่างทั่วท้องนภา ~ ฮาเฟซ กวีเอกชาวเปอร์เซีย ศตวรรษที่ 14   เมื่อนึกถึงอิหร่านเรานึกถึงอะไรกันบ้าง? อิหม่ามเคร่งศาสนาต่อกรกับอเมริกา? อาวุธนิวเคลียร์และน้ำมัน? ผู้หญิงถูกกดขี่? สถาปัตยกรรมอัจฉริยะงามเลอเลิศและมัสยิดสวยที่สุดในโลก? อัลกอริธัมลวดลายเรขาคณิตที่ถอดรหัสมาจากสัจธรรมแห่งธรรมชาติ? ฉันเพิ่งกลับมาจากเที่ยวอิหร่านกับสำนักพิมพ์วงกลม ได้อิ่มเอมไปกับประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าแก่ทรงพลังตามเส้นทางท่องเที่ยวคลาสสิคจากชิราซถึงอิสฟาฮาน แต่ตลอดการเดินทางสายตาของฉันถูกอิทธิพลของหนังสือเล่มโปรด “Shah of Shahs” เขียนโดยนักข่าวสงครามชาวโปแลนด์รุ่นแม่ ริสซาร์ด คาปูสซินสกี เชื้อเชิญให้มองอิหร่านผ่านมุมมองของคนขายพรมเปอร์เซียในย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือ เหตุการณ์ท้ายเล่มจบลงในช่วงหลังปฏิวัติ 1979 เมื่อชัยชนะต่อระบบกดขี่ยุคกษัตริย์ชาฮ์ซาลง และความหวังมลายหายไปกับอำนาจใหม่ ทั้งตัวเขาและเพื่อนๆ จึงอยู่ในอาการจิตตก เขาเล่าปิดท้ายว่า ยามใดที่เขาอยากรู้สึกดีขึ้น เขาจะไปหาเพื่อนคนขายพรมในกรุงเตหะรานชื่อเฟอร์ดูซี นายเฟอร์ดูซีจะคลี่พรมให้ชื่นชมความงามเพลินๆ แม้จะรู้ว่าเขาไม่มีเงินพอจะซื้อได้ พลางเล่าว่า “โจทย์ใหญ่คือรสนิยม.. โลกจะหน้าตาแตกต่างไปกว่านี้มากหากคนอีกไม่กี่คนจะมีรสนิยมดีกว่านี้สักหน่อย พฤติกรรมน่าสะพรึงกลัวอย่างการโกหก ทรยศหักหลัง ลักขโมย เหล่านี้ล้วนกระทำโดยคนไร้รสนิยม ชาติจะรอดผ่านพ้นทุกอย่างไปได้และความงามมิอาจถูกทำลายลง เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ทำให้เปอร์เซียยังคงเป็นตัวของตัวเองตลอดช่วงเวลากว่า 2,500 ปี แม้จะต้องประสบกับสงครามหลายครั้งหลายหน ถูกบุกรุก ถูกยึดครอง คือความเข้มแข็งทางจิตวิญญานของเรา ไม่ใช่ทางวัตถุ.... เราส่งมอบอะไรให้แก่โลกบ้าง? … Continue reading ของขวัญจากเปอร์เซีย

อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ไม่กี่วันมานี้มีคนรุ่นใหม่ขอให้ฉันอธิบายความหมายของ “การรู้ภาษาสิ่งแวดล้อม” ในมุมมองของตัวเอง หลายคนคงจำได้ว่า eco-literacy หรือ environmental literacy เคยเป็นคำยอดฮิตในวงการสิ่งแวดล้อมเมื่อ 20-25 ปีก่อน และก็เหมือนกับคำหลายๆ คำที่ใช้จนเฝือ เบื่อ และเฟดหายไป ทั้งๆ ที่การปฎิบัติจริงยังไปกันไม่ถึงไหน ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะได้นิยามประมาณว่า คือความเข้าใจในหลักการทำงานและความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ และการกระทำที่ส่งผลกระทบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้เหมาะสม แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนฉันจำได้ว่าฉันสนุกกับคำศัพท์ ‘literacy’ และเมื่อถูกถาม ฉันก็จะขยายความมันตามประสาคนที่เติบโตมากับเทพนิยายและนิทานผจญภัยก่อนนอน ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มพัฒนากระบวนการสำรวจธรรมชาติภาคประชาชน เรียกว่า “นักสืบสายน้ำ” ให้เด็กๆ และคนทั่วไปสามารถตรวจสอบสถานภาพและความเป็นไปของแม่น้ำลำธารได้เอง ดังนั้น ฉันก็จะบอกว่างานที่ทำคือการฝึกให้คนอ่านสภาพแวดล้อมได้เหมือนอ่านหนังสือ การทำความรู้จักสัตว์ชนิดต่างๆ ก็เปรียบเสมือนรู้จักตัวอักษรพยัญชนะ และพอรู้จักชีวิตมัน รู้จักนิสัย รู้ว่ามันชอบอยู่บ้านแบบไหน ชอบกินอะไร มีความสามารถอย่างไร ชอบคบกับใคร ทนอะไรได้แค่ไหน ก็เปรียบเสมือนเรารู้ไวยกรณ์ ผสมคำกันแล้วก็เริ่มอ่านออก รู้ความหมาย รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น เบื้องต้นก็อาจแค่รู้ว่าน้ำสะอาดสกปรกแค่ไหน โดยตัดสินจากชนิดสัตว์น้ำที่พบ เทียบเท่ากับอ่านนิทานเต่ากับกระต่ายง่ายๆ แต่ยิ่งฝึกสังเกต คลังคำและไวยกรณ์ก็ยิ่งแตกฉาน ยิ่งอ่านได้มาก … Continue reading อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ป้ายดีปหมดอายุ

ดีปปี้คือสรรพนามสั้นๆ ที่บางครั้งใช้เรียกสายนิเวศวิทยาเชิงลึกหรือแนว deep ecology ในยุคฮิปปี้เบ่งบาน พวกเขามีคู่ต่างที่ถูกให้ชื่อเป็นขั้วตรงข้ามว่า shallow ecology หรือนิเวศวิทยาสายตื้นเขิน อ๊ะ มีว่าคนอื่นตื้น หมั่นไส้ขึ้นมาล่ะสิ -- ก็มาชวนให้สำรวจความหมั่นไส้นี่แหละ ดีปปี้มีความหมายและความเข้มข้นแตกออกไปในกลุ่มต่างๆ แต่หลักๆ คือมุมมองว่าทุกชีวิตทุกสายพันธุ์มีคุณค่าในตัวมันเอง ไม่ใช่ทรัพยากรที่มีค่าตามประโยชน์ที่มอบแก่มนุษย์ และมนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสัมพันธ์โยงใยในโลกทั้งใบ ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล ดีปปี้จึงมองว่าหากจะแก้ปัญหาการทำลายล้างธรรมชาติ เราต้องแก้ที่ต้นตอ คือทัศนคติและจริยธรรมในสังคมมนุษย์ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมบริโภคนิยมและการลดประชากรมนุษย์ แต่เดิม ในยุค 60 เมื่อนิยามกันใหม่ๆ ดีปปี้จึงมาในแนวปฏิเสธเทคโนโลยี และมองว่ากลุ่มคนที่มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางเทคนิค จะด้วยเทคโนโลยีหรือการจัดการที่มุ่งบรรเทาผลกระทบจากกิจกรรมและการบริโภคทรัพยากรของมนุษย์เป็นพวกตื้นเขิน แก้ปัญหาเพียงผิวๆ ไม่ถึงรากถึงโคน เหมือนเอาพลาสเตอร์แปะแผลไปวันๆ ถ้าใช้สายตาของคนยุคราว ค.ศ. 2020 ของเราตัดสินฮิปปี้ดีปปี้ มันก็ง่ายที่จะส่ายหน้ากลอกลูกตากับการปฏิเสธเทคโนโลยีของพวกดีปปี้ อะไรมันจะใจแคบขนาดน้าน ปัญหาไม่ได้ขาวดำ ถนนไม่ได้มีเพียงสองทางให้เดิน แต่เทคโนโลยีที่เบ่งบูมในยุคนั้นมักเป็นแนวทำลายล้าง เอาชนะต้านธรรมชาติ ระเบิดภูเขาขุดเจาะชั้นธรณีสกัดวัตถุดิบ สร้างมลภาวะ มหาปลัยนิวเคลียร์ กั้นแม่น้ำจนระบบนิเวศยับเยิน ได้อย่างเสียอย่าง ฝ่ายหนึ่งได้เงินและความสะดวกสบาย ฝ่ายหนึ่งเสียสุขภาพ ถิ่นฐาน และวิถีชีวิต แม้ว่าการติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำเสียที่ปลายท่อจะสำคัญ แต่ดีปปี้มองว่ามันแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า … Continue reading ป้ายดีปหมดอายุ

แด่แม่ป้าเจน

เมื่อวันปิยะ 23 ตุลาที่ผ่านมา ถ้าใครมีเพื่อนสายสัตว์ป่าหลายคน ก็อาจจะพบว่าวันนั้นจอเฟซบุ๊คเต็มไปด้วยภาพเพื่อนๆ ถ่ายรูปคู่กับ “ป้าเจน” ฉันหมายถึง เจน กู้ดดัล (Jane Goodall) ใครจะไม่ตื่นเต้นที่ได้เจอ ดร.เจน กู้ดดัลตัวจริง เธอเป็นไอคอนระดับโลกที่แม้แต่คนเดินถนนนอกวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าก็รู้จัก โดยเฉพาะในเมืองฝรั่ง เธอบุกเบิกงานวิจัยพฤติกรรมลิงชิมแพนซีป่าในอาฟริกาในยุค 60 ซึ่งปฏิวัติมุมมองและแนวทางการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่า ทำลายนิยามเดิมของมนุษย์ที่เคยถือว่าต่างจากสัตว์อื่นเพราะเป็น “ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือ” เมื่อพบว่าลิงชิมก็ทำเช่นกันแม้ว่าจะเป็นเครื่องมือที่พื้นฐานกว่า และยังพบความสลับซับซ้อนของสังคมชิมแพนซีอีกมากมาย ทั้งในปางร้ายและปางธรรม ถึงกลางยุค 80 เมื่อการทำลายป่าและธรรมชาติอื่นๆ กลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก เธอผันตัวเองออกจากงานวิจัยสู่งานอนุรักษ์และงานพัฒนายั่งยืนที่สร้างเครือข่ายไปทั่วโลก แล้วยังเขียนหนังสืออีกมากมายหลายเล่ม ปัจจุบันเธออายุ 84 ปีแล้ว เดินทางทั่วโลก 300 วันต่อปี เพื่อบรรยายและช่วยเหลือโครงการอนุรักษ์ต่างๆ ครั้งนี้เธอมาเมืองไทยเพื่อปาฐกถาในงานประชุมประจำปีของสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก (WAZA) โดยมีองค์การสวนสัตว์ไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อสาวๆ เจน กู้ดดัลเป็นคนสวยมาก ยามแก่เธอก็งาม มีราศีสว่างและอบอุ่น เธออ่อนโยน แต่หนักแน่นและมุ่งมั่น ตาเธอยังเป็นประกายเมื่อพูดถึงสัตว์และเรื่องสนุกๆ และมีพลังชีวิตอย่างเหลือเชื่อ คิดดู อายุ 84 บินถึงไทยตอนกลางคืน รุ่งขึ้นคุยกับสื่อมวลชน … Continue reading แด่แม่ป้าเจน

เมื่อดอกไม้รักเรา

อุทยานแห่งชาติหุบเขาแห่งดอกไม้ (Valley of Flowers) ซุกตัวอยู่ในร่องซอกหลืบหิมาลัยตะวันตกบริเวณต้นน้ำคงคา รัฐอุตตราขัณฑ์ของอินเดีย ไม่ใช่ที่ที่จะไปถึงได้ง่ายนัก แต่ผู้คนก็บากบั่นเดินทางมาเยือนกันมากมาย แม้ต้องนั่งรถสองวัน แล้วเดินต่ออีกหนึ่งวันเพื่อปักหลักวางกระเป๋าพักแรมในหมู่บ้านแกงกาเรียที่อยู่ใกล้อุทยานที่สุด ยึดตรงนี้ไว้เป็นฐานที่มั่น เพราะเขาห้ามค้างในอุทยาน ดังนั้นหากจะเข้าถึงตัวหุบเขาดอกไม้ เรายังจะต้องเดินขึ้นเขาต่อไปถึงด่านทางเข้าอุทยาน ลงชื่อไว้ แล้วเดินข้ามน้ำและเขาอีกลูกหนึ่งกว่าจะถึงหุบเขาอันเลื่องลือแห่งนี้ ถ้าโชคไม่ดีฝนตกหนักเมฆหมอกหนาก็อาจไม่เห็นอะไรมากนัก หรือดูดอกไม้ยังไม่ถึงไหน ถึงเวลาบ่ายก็ต้องรีบเดินข้ามเขากลับ จะแอบไม่กลับก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่อุทยานจะไล่เดินตามเทรล ต้อนให้ออกมา เดินกลับไปนอนที่หมู่บ้านเพื่อตื่นแต่เช้ากลับมาปีนเขาลูกเดิมเข้าไปใหม่ในวันรุ่งขึ้น หวังว่าเมฆหมอกจะเคลียร์ ฟ้าจะเปิดให้เห็นเขาหิมะรอบหุบได้บ้าง ถ้าโชคดี (เหมือนพวกเรา) จะเห็นถึงยอดนันทาเทวี จริงๆ ก็มีหุบเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้อีกหลายแห่งในหิมาลัยแถบนั้น แต่คนก็มาที่นี่กันมากที่สุด เพราะมันดังที่สุด มันดังเพราะสมญานาม “หุบเขาแห่งดอกไม้” ที่กลุ่มนักสำรวจปีนเขาชาวอังกฤษนำโดยแฟรงค์ สมิธ ผู้บังเอิญค้นพบหุบเขานี้ในปี ค.ศ.1931 ได้ตั้งให้ นอกจากนี้มันยังมีการจัดการที่ทำให้ชีวิตค่อนข้างสะดวกแม้ไม่อู้ฟู่ ทั้งที่พัก อาหาร การเดินทาง เมื่อเทียบกับความพยายามไปรอนแรมชมหุบเขาอื่นๆ นักท่องเที่ยวจึงเยอะพอๆ กับดอยอินทนนท์ โดยเฉพาะในช่วงต้นทาง แต่ความรู้สึกไม่ยักเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ 90% ที่ดั้นด้นมาที่นี่เป็นชาวอินเดียจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนมาจากพื้นราบกลางประเทศ ไม่เคยเห็นภูเขามาทั้งชีวิต ทุกคนล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือเพื่อดูดอกไม้ … Continue reading เมื่อดอกไม้รักเรา