จากลอนดอนเป็นลอนดง

ฉันไม่ได้กลับไปลอนดอนมาร่วม 27 ปีตั้งแต่เรียนจบ ถ้าไม่นับทริปสั้นๆ ครั้งหนึ่งเมื่อ 17 ปีก่อนที่ต้องกลับไปทำธุระจำเป็นหลังแม่ตาย ก็ถือว่าไม่ได้เห็นเมืองนี้จริงๆ มาเกือบ 3 ทศวรรษ การได้ไปเยือนลอนดอนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาจึงออกจะสะเทือนใจ ไม่ได้สะเทือนด้วยความโศกเศร้า แต่เขย่าๆ ตื่นตาเบิกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะติดตามข่าวคร่าวมาเรื่อยๆ ทางอินเตอร์เน็ต แต่ไม่เคยนึกถึงผลกระทบที่มันจะส่งต่อจิตใจ ฉันหมายถึงผลจากการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเมือง โปรแกรมเยือนคืนถิ่นประเดิมด้วยเยี่ยมชมสถานที่อนุรักษ์ธรรมชาติใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากฉันจากไปแล้ว อันดับแรกก็ต้องเป็น London Wetland Centre ศูนย์พื้นที่ชุ่มน้ำลอนดอนริมแม่น้ำเทมส์ในย่านบานส์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์กลางเมือง เพราะอยู่ตรงข้ามฝั่งจากแฮมเมอร์สมิธ แค่ข้ามสะพานแล้วเดินหรือปั่นจักรยานทะลุอุโมงค์ต้นไม้เลียบแม่น้ำก็ถึงแล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ดูแลและจัดการโดย Wildfowl and Wetlands Trust (WWT) แปลไทยได้ว่า “กองทุนนกน้ำไก่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ”เป็นเอ็นจีโออนุรักษ์ก่อตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยเซอร์ปีเตอร์ สก็อต ผู้ถือว่าเป็นบิดาแห่งการอนุรักษ์ยุคโมเดิร์นคนสำคัญ ศูนย์พื้นที่ชุ่มน้ำลอนดอนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสร้างใหม่จากบ่อเก็บน้ำเก่ายุควิคตอเรียข้างแม่น้ำเทมส์ ซึ่งขุดไว้เก็บน้ำอย่างตรงไปตรงมาเป็นบ่อเหลี่ยมๆ กั้นเป็นตารางด้วยคันดิน WWT ไปเจอมันเข้าในปี 1989 และมองเห็นศักยภาพที่จะฟื้นฟูธรรมชาติขึ้นมาใหม่ให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอนุรักษ์ในเมืองแห่งแรกในยุโรป ปีนั้นเป็นปีสุดท้ายในชีวิตของปีเตอร์ สก็อต ด้วยชื่อเสียง ผลงาน และสายสัมพันธ์ระดับไฮโซสุดๆ WWT จึงได้ข้อตกลงกับมหานครลอนดอนให้ออกแบบและจัดการเป็นศูนย์อนุรักษ์และเรียนรู้ธรรมชาติกว้างใหญ่ราว 187 ไร่ … Continue reading จากลอนดอนเป็นลอนดง

ทำไมคนเกลียดเกรต้า

ถึงวันนี้คงแทบไม่มีใครไม่รู้จักเกรต้า ธันเบิร์ก สาวน้อยชาวสวีเดนอายุ 16 ขวบ ภายในช่วงเวลาเพียงปีเดียว เธอกลายเป็นผู้นำรณรงค์ผลักดันวาระโลกร้อนที่ทรงอิทธิพลที่สุด กลางเดือนนี้ปีที่แล้ว (กันยายน 2561) เธอเริ่มละห้องเรียน ออกมานั่งประท้วงนักการเมืองหน้าสภาสวีเดนอยู่คนเดียว คำพูดเรียบง่ายแต่เฉียบคมและตรงผ่าซากอย่างบริสุทธิ์ใจที่สุดของเธอเขย่าผู้คนออกจากมายาคติและความเฉื่อยชาต่อระดับวิกฤตและความเร่งด่วนของปัญหาโลกร้อน เธอจุดประกายให้เด็กนักเรียนทั่วโลกพากันโดดเรียนประท้วงกดดันรัฐบาล เพราะมันเป็นปัญหาที่คนรุ่นเธอต้องประสบหากคนรุ่นผู้ใหญ่ที่ก่อเหตุไม่ทำอะไรเพื่อบรรเทาสถานการณ์ จนโลกขนานนามเด็กรุ่นนี้ว่า “เจนเกรต้า” เธอเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมืองและผู้มีอำนาจ หลายคนเริ่มฟังเธอและเชิญเธอไปพูดในงานประชุมระดับโลกต่างๆ รวมทั้ง World Economic Forum เมื่อเธอไปพูดในรัฐสภาอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษก็สนองตอบทันทีโดยประกาศการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็นภาวะวิกฤต โพลสำรวจความคิดเห็นคนเยอรมันพบว่าพลเมืองหนึ่งในสามบอกว่าเกรต้าได้เปลี่ยนมุมมองพวกเขา นั่นคือ 30% มันเป็นสัดส่วนที่มากพอจะหันทิศทางการขับเคลื่อนของสังคม แต่ยิ่งมีคนฟังเธอมากเท่าไหร่ ปฏิกิริยาจากอีกขั้วก็ยิ่งแรงขึ้น เป็นเสียงสะท้อนความเกลียดชังและหมั่นไส้ ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ฟังมันทำไม บียอน ลอมบอร์ก เจ้าหน้าที่กรีนพีซเก่าที่ดังจากเขียนหนังสือกังขาต่อโลกร้อนเมื่อ 20 ปีก่อน เหยียดว่าเธอเป็นหุ่นเชิดของกลุ่มแอ็คติวิสต์สิ่งแวดล้อมหากินกับเด็ก แทนที่จะให้เธอพูดบนเวทีระดับโลก เขาบอกว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องตักเตือนพฤติกรรมอันมาจากความไร้เดียงสาของเธอ กระแสด่าเกรต้ารุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเธอรับคำเชิญจากทีมเรือแข่ง Malizia II ของอังกฤษ ให้นั่งเรือใบเร็วข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ค คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ขวาจัดในออสเตรเลียเรียกเธอว่าเป็นศาสดาโรคจิตแห่งกระบวนการโลกร้อน และเศรษฐีอังกฤษ อารอน แบงค์ส นักรณรงค์ Brexit ให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป แช่งให้เธอเกิดอุบัติเหตุกลางท้องทะเล … Continue reading ทำไมคนเกลียดเกรต้า

ภัยแล้งกลางฤดูฝน จากเหมืองฝายยันไซยะบุรี

หลังจากทนฝุ่นควันพิษกันมายาวนานหลายเดือน ชุมชนเราที่เชียงดาวก็ได้ฝนตกมาชะอากาศกันพอชื่นใจต้นเดือนพฤษภา จากนั้นก็ตั้งหน้ากันเตรียมเพาะปลูก แต่ดินยังไม่ทันชุ่มดีฝนก็ทิ้งช่วง แล้วแล้งยาวไป เมฆฝนตั้งเค้ามาครางยั่วแทบทุกวันก่อนจะเลื่อนจาก ทิ้งไว้แต่ความร้อนอ้าวอบอั้น ไม่กลั่นลงมา จนถึงกลางเดือนกรกฎาคมระดับน้ำในแม่น้ำและคูคลองก็ตื้นเขิน ลำเหมืองที่ไหลผ่านหลังบ้านไหลรวยริน ลึกแค่ 5 ซ.ม. ลุงที่เพิ่งมาเช่าทำนาหลังบ้านเมื่อปีที่แล้วเดินหน้าเครียดมาขอสูบน้ำจากบ่อปลาเราเข้านา แกยังไม่รู้จักการทำงานของระบบเหมืองฝาย พอน้ำในลำเหมืองตื้นต่ำกว่าผืนนาก็ไปไม่เป็น พวกเราเลยไปช่วยแกทำทำนบกั้นน้ำดึงเข้านาชั่วคราว ได้น้ำพอแล้วจึงรื้อทำนบออก ปล่อยให้น้ำไหลอิสระไปหล่อเลี้ยงชีวิตอื่น ผ่อนคลายปัญหาไปได้ แต่ลึกๆ ทุกคนแอบกังวลอยู่ว่าน้ำน้อยขนาดนี้ถึงหน้าแล้งจะเป็นกันอย่างไร? หมู่บ้านเรายังโชคดี ตั้งอยู่ในระบบชลประทานเหมืองฝายโบราณเก่าแก่ 200 ปี มีกรรมการเหมืองฝายจากสามหมู่บ้านที่ใช้น้ำร่วมกันเป็นผู้จัดการ ถ้อยทีถ้อยอาศัยลงขันลงแรงดูแลกัน มีชาวนาที่รู้จักพื้นที่ดีมากๆ เป็นขุมปัญญาให้ความรู้แก่ชุมชน แต่ในพื้นที่ใต้น้ำถัดลงไปจากเราเริ่มมีปัญหาขัดแย้ง เกษตรกรขาดน้ำรวมกลุ่มกันไปตัดน้ำรีสอร์ต ท่ามกลางความผันผวนของภูมิอากาศ ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบผิดแผกไปชนิดที่คนอายุครึ่งศตวรรษทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเกิดมาไม่เคยเจอ เห็นได้ชัดว่าคนเดือดร้อนที่สุดคือคนจนมีทางเลือกน้อย หากปัญหายังพอทุเลาได้บ้างเมื่อสังคมมีการสื่อสารสถานการณ์ร่วมกัน การสื่อสารอย่างจริงใจจึงเป็นแนวทางแก้ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำกันทันที ปัญหาหลายกรณีรอบตัวที่เราเห็นในพื้นที่มาจากการไม่สื่อสารกัน แถวบ้านเราที่เชียงดาวคนเฒ่าคนแก่ทะยอยขายที่แบ่งเงินให้ลูกหลานที่ไม่อยากทำนากันแล้ว คนเมืองที่มาซื้อที่ก็หลากหลาย มีตั้งแต่ชนชั้นกลางทำเกษตร อนุรักษ์ธรรมชาติ ศิลปินทำพื้นที่สร้างสรรค์กับชุมชน สร้างบ้านพักเฉยๆ ไปจนถึงธุรกิจยอดฮิตอย่างรีสอร์ต บางคนซื้อที่ได้ก็เนรมิตดินแดนในฝัน ขนดินเข้ามาถมนาลุ่มๆ ให้สูงเพื่อสร้างบ้านและสวนงามหนีน้ำท่วม ผลคือพื้นที่รอบข้างน้ำเจิงจนทำนาไม่ได้ บางรายวางท่อบนลำเหมืองแล้วถมดินทับ ปรากฎว่าท่อที่วางสูงเกินไป น้ำไม่ไหลไปสู่นาท้ายน้ำก็มี คนเหล่านี้ไม่ได้ใจร้ายใจดำ เขาแค่ไม่ทันคิดว่าเพียงบ้านหลังเดียวก็สร้างผลกระทบ เพราะในเมืองเราอยู่กันในกรอบรั้ว … Continue reading ภัยแล้งกลางฤดูฝน จากเหมืองฝายยันไซยะบุรี

ผังใหม่เมืองกรุง รู้จักกันยัง?

มีเรื่องใกล้ตัวที่เราคนกรุงต้องรู้กัน ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับใหม่กำลังอยู่ในมือคณะกรรมการพิจารณาร่างผังเมือง หลังจากผ่านกระบวนการ “ประชาพิจารณ์” ตามพิธีกรรมแล้ว แต่ประชาชนคนเมืองรับรู้กันน้อยมาก ดิฉันและสมาชิกเครือข่ายชุมชนคนกรุงหลายชุมชนที่เข้ามารวมตัวกันจากปัญหาเป็นผู้รับผลกระทบการก่อสร้างอาคารคอนโดผิดกฎหมาย ได้พยายามติดตามและศึกษาผังเมืองฉบับใหม่นี้ แม้ยังไม่ทะลุปรุโปร่งแต่มีข้อสังเกตบางประการที่อยากจะแบ่งปันเพื่อชวนสังคมอภิปราย หลักคิดใหญ่ของผังเมืองรวมคือเพื่อแก้ปัญหาเมืองขยายสะเปะสะปะแนวราบ (urban sprawl) โดยส่งเสริมให้พัฒนาเป็น “เมืองกระชับ” (compact city) อย่างฮ่องกง หนึ่งในปัญหาก็คือวิธีการที่ผู้ร่างผังเมืองตั้งใจนำพาไปสู่จุดหมายนั้น แนวทางหลักที่หยิบมาใช้คือการสร้างกติกาให้กลุ่มทุนพัฒนาอหังสาริมทรัพย์สามารถสร้างอาคารได้ใหญ่ขึ้นสูงขึ้น พร้อมๆ กับสร้างแรงกดดันให้ผู้อยู่อาศัยเดิมในบ้านเดี่ยวต้องขายที่อพยพไปที่อื่น มีการให้โบนัสพิเศษแก่ทุนพัฒนา สามารถสร้างได้ใหญ่ขึ้นกว่ากำหนดเดิมถ้าหากเจียดพื้นที่เล็กน้อยให้สาธารณะร่วมใช้ประโยชน์ ส่วนพวกบ้านเดี่ยวที่อยู่อาศัยเดิมมาหลายชั่วโคตรก็ถูกจัดสรรระบายสีให้เป็นโซนสีต่างๆ อย่างบ้านดิฉันในซอยสุขุมวิท 28 ที่ครอบครัวอยู่กันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยอยู่ในโซนสีน้ำตาล (เขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น) ก็โดนเปลี่ยนโดยไม่บอกกล่าวเป็นสีแดง (เขตพาณิชยการ) สามารถสร้างห้างสรรพสินค้า โรงแรม ฯลฯ ได้ ทั้งๆ ที่ซอยบ้านเราเป็นซอยตันเล็กๆ ปลูกต้นไม้ครึ้ม อยู่ในโซนบ้านเรือนอาศัยชัดเจน ไม่พลุกพล่านคึกคักเหมือนทองหล่อ ซึ่งกลับกลายว่ายังเป็นโซนสีน้ำตาลอยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือราคาที่ดินประเมินในซอยเราที่ถูกระบายสีใหม่เอื้อการลงทุนอย่างหลากหลายเต็มพิกัดจะพุ่งพรวดๆ ถ้าเราไม่ยอมขายเราก็จะต้องจ่ายภาษีที่ดินในระบบภาษีที่ดินใหม่แพงขึ้นเป็นหลายเท่า จากที่ดินสุขุมวิทซอยตันตารางวาละ 200,000 อาจขึ้นเป็น 500,000 อย่างซอยศาลาแดง หรือ 900,000 อย่างราชดำริ ที่สุดแล้วเราก็จะต้องทิ้งที่ดินบรรพบุรุษขึ้นไปอยู่คอนโดตามแผนเขา หรือหอบหมาซึ่งอยู่คอนโดไม่ได้ไปหาบ้านอยู่นอกเมือง ห่างไกลจากหมู่ญาติและเพื่อนฝูง … Continue reading ผังใหม่เมืองกรุง รู้จักกันยัง?

ของขวัญจากเปอร์เซีย

แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนานเพียงนี้ ดวงตะวันก็ไม่เคยบอกกับโลกว่า “เธอเป็นหนี้ฉัน” ดูสิว่าอะไรเกิดขึ้นกับความรักเช่นนี้ มันสาดแสงสว่างทั่วท้องนภา ~ ฮาเฟซ กวีเอกชาวเปอร์เซีย ศตวรรษที่ 14   เมื่อนึกถึงอิหร่านเรานึกถึงอะไรกันบ้าง? อิหม่ามเคร่งศาสนาต่อกรกับอเมริกา? อาวุธนิวเคลียร์และน้ำมัน? ผู้หญิงถูกกดขี่? สถาปัตยกรรมอัจฉริยะงามเลอเลิศและมัสยิดสวยที่สุดในโลก? อัลกอริธัมลวดลายเรขาคณิตที่ถอดรหัสมาจากสัจธรรมแห่งธรรมชาติ? ฉันเพิ่งกลับมาจากเที่ยวอิหร่านกับสำนักพิมพ์วงกลม ได้อิ่มเอมไปกับประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าแก่ทรงพลังตามเส้นทางท่องเที่ยวคลาสสิคจากชิราซถึงอิสฟาฮาน แต่ตลอดการเดินทางสายตาของฉันถูกอิทธิพลของหนังสือเล่มโปรด “Shah of Shahs” เขียนโดยนักข่าวสงครามชาวโปแลนด์รุ่นแม่ ริสซาร์ด คาปูสซินสกี เชื้อเชิญให้มองอิหร่านผ่านมุมมองของคนขายพรมเปอร์เซียในย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือ เหตุการณ์ท้ายเล่มจบลงในช่วงหลังปฏิวัติ 1979 เมื่อชัยชนะต่อระบบกดขี่ยุคกษัตริย์ชาฮ์ซาลง และความหวังมลายหายไปกับอำนาจใหม่ ทั้งตัวเขาและเพื่อนๆ จึงอยู่ในอาการจิตตก เขาเล่าปิดท้ายว่า ยามใดที่เขาอยากรู้สึกดีขึ้น เขาจะไปหาเพื่อนคนขายพรมในกรุงเตหะรานชื่อเฟอร์ดูซี นายเฟอร์ดูซีจะคลี่พรมให้ชื่นชมความงามเพลินๆ แม้จะรู้ว่าเขาไม่มีเงินพอจะซื้อได้ พลางเล่าว่า “โจทย์ใหญ่คือรสนิยม.. โลกจะหน้าตาแตกต่างไปกว่านี้มากหากคนอีกไม่กี่คนจะมีรสนิยมดีกว่านี้สักหน่อย พฤติกรรมน่าสะพรึงกลัวอย่างการโกหก ทรยศหักหลัง ลักขโมย เหล่านี้ล้วนกระทำโดยคนไร้รสนิยม ชาติจะรอดผ่านพ้นทุกอย่างไปได้และความงามมิอาจถูกทำลายลง เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ทำให้เปอร์เซียยังคงเป็นตัวของตัวเองตลอดช่วงเวลากว่า 2,500 ปี แม้จะต้องประสบกับสงครามหลายครั้งหลายหน ถูกบุกรุก ถูกยึดครอง คือความเข้มแข็งทางจิตวิญญานของเรา ไม่ใช่ทางวัตถุ.... เราส่งมอบอะไรให้แก่โลกบ้าง? … Continue reading ของขวัญจากเปอร์เซีย

ไฟเพิ่มป่า?

ปรากฎการณ์ไฟไหม้ป่ารุนแรงกินพื้นที่กว้างไกล ไหม้ข้ามวันข้ามคืน ย่อมทำให้เรามองเห็นพลังการทำลายล้างของไฟป่า แน่นอนว่าเราอยากจะป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าขึ้นเลย ผู้เขียนเข้าใจดีว่าคนที่เห็นไฟไหม้ป่ารุนแรงมามากมายหลายครั้งหลายหน ปีแล้วปีเล่า เห็นกับตาว่าป่านั้นโทรมลงๆ ไปทุกปีย่อมอยากตบนักวิชาการที่เริ่มต้นเอ่ยปากว่า “ไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ...” รู้ๆ กันอยู่ว่าไฟป่าเมืองไทยเป็นไฟคนจุด ไม่ใช่ธรรมชาติ หากมีไฟฟ้าผ่าช่วงฝนแห้งบ้างก็น้อยนิด และต่อให้คนจุดไฟเผาป่ากันมาแต่บรรพบุรุษโฮโมอีเร็คตัส ณ วันนี้คนมันก็เยอะเกินไป จุดไฟกันมากเกินไปไม่ใช่หรือ? เลยด่าไอ้ด๊อกเตอร์อยู่ในห้องแอร์พวกนั้นลงนรกไปในทันที ไม่รีรอให้พูดจบประโยค ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึก จึงอยากจะขอร้องก่อนว่าให้วางอารมณ์และประสบการณ์ส่วนตัวไว้ข้างๆ ก่อนค่อยอ่านบทความนี้ ไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้ฟังและพิจารณา เพราะโลกเรากำลังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านและปรับสมดุล ความรู้เก่าที่สะสมมาในสภาพแวดล้อมวันวานมีประโยชน์ แต่ให้คำตอบไม่ได้หมด ความคิดใหม่ๆ ต้องมา หากจะหาทางรับมือกับสถานการณ์โลกในวันนี้ที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ขนาดและสภาพพื้นที่ป่าที่ลดลงไป จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมา ยังไม่นับปัจจัยทางสังคมอื่นๆ อีกมากมาย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราต้องอาศัยปัญญารวมของสังคม แต่ละคนมีแง่มุมบางอย่าง อยากชวนให้เอาชิ้นจิ๊กซอว์ของตัวเองมาวางกันบนโต๊ะ เพื่อได้ช่วยกันประกอบเป็นภาพรวม นำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งเราต้องคอยติดตาม ประเมินและปรับแผน ผู้เขียนเคยศึกษานิเวศวิทยาไฟป่ามาบ้างนานหลายสิบปีมาแล้ว ก็เลยอยากจะขอร่วมวางชิ้นจิ๊กซอว์สักชิ้นหนึ่ง มองง่ายๆ ไฟป่าในประเทศไทยเล่นบทบาทสำคัญในสงครามระหว่างหญ้ากับต้นไม้ ถ้าจะถือหางต้นไม้ เพิ่มทัพให้พวกมันขึ้นมา เราก็ต้องเล่นกับปัจจัยที่หนุนต้นไม้ โดยทั่วๆ ไป หญ้ามักจะได้ประโยชน์จากไฟ มันปรับตัวอยู่กับไฟได้ดีเพราะเมื่อเข้าหน้าแล้งมันจะดึงพลังงานลงไปเก็บสะสมไว้ใต้ดิน จากใบเขียวๆ … Continue reading ไฟเพิ่มป่า?

อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ไม่กี่วันมานี้มีคนรุ่นใหม่ขอให้ฉันอธิบายความหมายของ “การรู้ภาษาสิ่งแวดล้อม” ในมุมมองของตัวเอง หลายคนคงจำได้ว่า eco-literacy หรือ environmental literacy เคยเป็นคำยอดฮิตในวงการสิ่งแวดล้อมเมื่อ 20-25 ปีก่อน และก็เหมือนกับคำหลายๆ คำที่ใช้จนเฝือ เบื่อ และเฟดหายไป ทั้งๆ ที่การปฎิบัติจริงยังไปกันไม่ถึงไหน ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะได้นิยามประมาณว่า คือความเข้าใจในหลักการทำงานและความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ และการกระทำที่ส่งผลกระทบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้เหมาะสม แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนฉันจำได้ว่าฉันสนุกกับคำศัพท์ ‘literacy’ และเมื่อถูกถาม ฉันก็จะขยายความมันตามประสาคนที่เติบโตมากับเทพนิยายและนิทานผจญภัยก่อนนอน ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มพัฒนากระบวนการสำรวจธรรมชาติภาคประชาชน เรียกว่า “นักสืบสายน้ำ” ให้เด็กๆ และคนทั่วไปสามารถตรวจสอบสถานภาพและความเป็นไปของแม่น้ำลำธารได้เอง ดังนั้น ฉันก็จะบอกว่างานที่ทำคือการฝึกให้คนอ่านสภาพแวดล้อมได้เหมือนอ่านหนังสือ การทำความรู้จักสัตว์ชนิดต่างๆ ก็เปรียบเสมือนรู้จักตัวอักษรพยัญชนะ และพอรู้จักชีวิตมัน รู้จักนิสัย รู้ว่ามันชอบอยู่บ้านแบบไหน ชอบกินอะไร มีความสามารถอย่างไร ชอบคบกับใคร ทนอะไรได้แค่ไหน ก็เปรียบเสมือนเรารู้ไวยกรณ์ ผสมคำกันแล้วก็เริ่มอ่านออก รู้ความหมาย รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น เบื้องต้นก็อาจแค่รู้ว่าน้ำสะอาดสกปรกแค่ไหน โดยตัดสินจากชนิดสัตว์น้ำที่พบ เทียบเท่ากับอ่านนิทานเต่ากับกระต่ายง่ายๆ แต่ยิ่งฝึกสังเกต คลังคำและไวยกรณ์ก็ยิ่งแตกฉาน ยิ่งอ่านได้มาก … Continue reading อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ลงทุนแบบต้นไม้

อยากชวนให้นึกภาพทิวเทือกเขามีป่าปกคลุม ซ้อนกันหลายลูกสุดสายตา มันแลดูเป็นสีฟ้าจางๆ คงเคยเห็นภาพนี้กันนะ เจ้ามวลอากาศสีฟ้าเบลอๆ จางๆ นั้นเป็นสารระเหยที่บรรดาต้นไม้ชนิดต่างๆ ปล่อยกันออกมา มันเยอะจนเรามองเห็น แม้จะไม่รู้ว่าเห็นอะไรอยู่ สารระเหยบางตัวมีกลิ่นหอมชื่นใจโดดเด่น อย่างสารระเหยจากต้นสนและต้นยูคา แต่จริงๆ แล้วต้นไม้ทุกชนิดปล่อยมันออกมา ยิ่งในป่าเขตร้อนยิ่งปล่อยกันเยอะมาก งานวิจัยในประเทศกีนีแห่งอาฟริกาศึกษาต้นไม้ 55 ชนิดจำนวน 195 ต้น พบว่าพวกมันปล่อยสารระเหยรวมกัน 264 ตัว เฉลี่ย 37 สารต่อต้นไม้หนึ่งชนิด มันปล่อยออกมาเพื่ออะไร? เรายังไม่เข้าใจมันดีนัก ก็มีทั้งที่สันนิษฐานและที่พบว่าใช้ป้องกันตัว--จากรังสีแดดหรือจากแมลงที่เป็นศัตรู สารบางชนิดใช้สื่อสารระหว่างกัน และงานวิจัยที่ป่าอเมซอนพบว่ามันช่วยสร้างเมฆฝนเหนือผืนป่าของตัวเอง โดยไอน้ำจะจับตัวรอบอนุภาคที่เกิดจากปฏิกริยาระหว่างสารระเหยและออกซิเจน จนกลายเป็นเมฆ เป็นการเร่งวงจรรีไซเคิลน้ำที่ต้นไม้ดูดและคายออกไป ก็คงไม่แปลกหากจะพบว่าผลิตพันธุ์ตัวหนึ่งจะมีฟังชั่นหลายงาน แต่ไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ นำโดยอเล็กซานดรู แรพ พบบทบาทสำคัญของสารระเหยต้นไม้ มันสำคัญมากจนฉันอยากจะเสริมเองว่าเผลอๆ มันเป็นบทบาทหลักก็อาจเป็นได้ พวกเขาพบว่าสารระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา ช่วยกระจายแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาตรงๆ ให้ฟุ้งแตกมุมออกไปถึงใบไม้ที่อยู่ใต้ร่มเงาใบอื่น ใครที่ชอบสังเกตรูปทรงของกิ่งก้านต้นไม้และการแตกใบ ย่อมจะรู้ดีว่าต้นไม้มักจะมีดีไซน์การแตกใบให้เลี่ยงการซ้อนทับบังแสงกันให้มากที่สุด แต่ถ้ามีใบน้อย เช่น มีแต่ด้านนอกของเรือนยอด มันก็จะสังเคราะห์แสงได้น้อย ซึ่งหมายความว่าโตได้น้อยลง ทีมวิจัยพบว่าในป่าอเมซอนแถบอเมริกากลางและใต้ แสงที่ฟุ้งเข้าไปในป่าช่วยเติมปริมาณแสงเข้ามาอีก … Continue reading ลงทุนแบบต้นไม้

อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ไม่กี่วันมานี้มีคนรุ่นใหม่ขอให้ฉันอธิบายความหมายของ “การรู้ภาษาสิ่งแวดล้อม” ในมุมมองของตัวเอง หลายคนคงจำได้ว่า eco-literacy หรือ environmental literacy เคยเป็นคำยอดฮิตในวงการสิ่งแวดล้อมเมื่อ 20-25 ปีก่อน และก็เหมือนกับคำหลายๆ คำที่ใช้จนเฝือ เบื่อ และเฟดหายไป ทั้งๆ ที่การปฎิบัติจริงยังไปกันไม่ถึงไหน ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะได้นิยามประมาณว่า คือความเข้าใจในหลักการทำงานและความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ และการกระทำที่ส่งผลกระทบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้เหมาะสม แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนฉันจำได้ว่าฉันสนุกกับคำศัพท์ ‘literacy’ และเมื่อถูกถาม ฉันก็จะขยายความมันตามประสาคนที่เติบโตมากับเทพนิยายและนิทานผจญภัยก่อนนอน ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มพัฒนากระบวนการสำรวจธรรมชาติภาคประชาชน เรียกว่า “นักสืบสายน้ำ” ให้เด็กๆ และคนทั่วไปสามารถตรวจสอบสถานภาพและความเป็นไปของแม่น้ำลำธารได้เอง ดังนั้น ฉันก็จะบอกว่างานที่ทำคือการฝึกให้คนอ่านสภาพแวดล้อมได้เหมือนอ่านหนังสือ การทำความรู้จักสัตว์ชนิดต่างๆ ก็เปรียบเสมือนรู้จักตัวอักษรพยัญชนะ และพอรู้จักชีวิตมัน รู้จักนิสัย รู้ว่ามันชอบอยู่บ้านแบบไหน ชอบกินอะไร มีความสามารถอย่างไร ชอบคบกับใคร ทนอะไรได้แค่ไหน ก็เปรียบเสมือนเรารู้ไวยกรณ์ ผสมคำกันแล้วก็เริ่มอ่านออก รู้ความหมาย รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น เบื้องต้นก็อาจแค่รู้ว่าน้ำสะอาดสกปรกแค่ไหน โดยตัดสินจากชนิดสัตว์น้ำที่พบ เทียบเท่ากับอ่านนิทานเต่ากับกระต่ายง่ายๆ แต่ยิ่งฝึกสังเกต คลังคำและไวยกรณ์ก็ยิ่งแตกฉาน ยิ่งอ่านได้มาก … Continue reading อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

เมื่อเด็กทวงคืนอนาคต

ในเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เด็กนักเรียนกว่า 20,000 คนจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในออสเตรเลียและยุโรป พากันโดดเรียนออกมาประท้วงบนถนน เรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลรับผิดชอบลดปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง เพราะมันคืออนาคตของพวกเขาที่ถูกคนรุ่นก่อนขโมยไป School Strike for Climate Change – หยุดเรียนเพื่อภูมิอากาศโลก -- กลายเป็นการเคลื่อนไหวของเด็กรุ่นใหม่ที่ก่อตัวและกำลังขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จุดเริ่มต้นมาจากเด็กหญิงถักเปียยาวสองข้างอายุ 15 ปีชาวสวีเดนจากกรุงสตอคโฮมนาม เกรต้า ธันเบิร์ก เธอเริ่มออกไปนั่งประท้วงรัฐบาลสวีเดนหน้าตึกรัฐสภาตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน สองอาทิตย์ก่อนเลือกตั้ง ทีแรกเธอนั่งประท้วงคนเดียว แต่แล้วเด็กคนอื่นและแม้แต่ครูคนหนึ่งก็ออกมาร่วมด้วย จนสื่อกระแสหลักให้ความสนใจ หลายคนมองว่าเธอเป็นเด็ก เธอควรอยู่ในโรงเรียน เรียนเก่งๆ ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจะได้ช่วยรักษาโลก แต่เธอตอบว่า “จะเรียนไปทำไม นักการเมืองไม่ฟังนักวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือแอคชั่น เดี๋ยวนี้เลย เรารอไม่ได้” แต่เธอก็ทำการบ้านและอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มขณะประท้วงอยู่หน้ารัฐสภา จนหลังเลือกตั้งจึงกลับไปเรียน ยกเว้นทุกวันศุกร์ จะโดดเรียนออกมานั่งประท้วง ถ้าใครพลาดข่าวนี้ อยากให้ไปกูเกิ้ล Greta Thunberg มองเข้าไปในดวงตาของเธอ ฟังเสียงและคำตรงๆ ของเธอ เธอทำให้ฉันร้องไห้ พลังแห่งความจริงแท้ของเกรต้าจับใจคนทั้งโลกที่ยังมีสำนึกและหัวใจ มันมาจากไหนอย่างไรกัน ? … Continue reading เมื่อเด็กทวงคืนอนาคต