บทเรียนจากซาฮาร่า

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อ 6,000 ปีก่อน ซาฮาร่าเป็นทุ่งหญ้าซาวันนาเขียวๆ มีจระเข้และฮิปโปเกลือกกลิ้งในธารหลายสาย แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นทะเลทรายที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก

มันเกิดอะไรขึ้น?

กำเนิดทะเลทรายซาฮาร่าเคยเป็นเรื่องถกเถียงมานาน ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมนุษย์ทำ เมื่อ 50 ปีก่อนเราเชื่อว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ แต่หลักฐานเชื่อมโยงกับมนุษย์ก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เรารู้แล้วว่าเป็นทั้งสองฝ่ายผนึกกำลังกัน

ปัจจัยตัวแรกของการเปลี่ยนแปลงคือแกนโลก มันขยับ ซึ่งมันก็ขยับนิดๆ หน่อยๆ เป็นครั้งคราวของมันมาเรื่อยๆ ในชีวประวัติดาวเคราะห์ดวงนี้ จริงๆ มันขยับเพียงนิดเดียว จากแกนเอียงขยับตรงขึ้นมาติ๊ดนึงไม่ถึงครึ่งองศา แต่ไอ้เศษเสียวองศานั้นก็กระทุ้งเมฆฝน ทำให้รูปแบบมันเปลี่ยนไป

ฝนที่ตกน้อยลงกระทบทุ่งหญ้าซาวันนา ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ มันจะเปลี่ยนไปเป็นระบบนิเวศทุ่งที่แล้งขึ้น เป็นหย่อมพงไม้แห้งๆ กระจัดกระจาย

การเปลี่ยนแปลงของฝนฟ้าตามลำพังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทุ่งหญ้าซาวันนาไปเป็นทุ่งสันทรายลอนๆ กว้างไกลสุดตา แต่ประจวบเหมาะบังเอิญปรากฎการณ์นี้ดันมาตรงกับช่วงที่สังคมมนุษย์ในถิ่นนั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตและฐานเศรษฐกิจ

สองพันปีก่อนหน้านี้ มนุษย์แถบอาฟริกาเหนือเปลี่ยนจากพุ่งหอกล่าสัตว์ไปเป็นเกษตรกร เพาะปลูกธัญพืชจากตะวันออกกลางและเลี้ยงปศุสัตว์ ผสมสัตว์กีบป่าพันธุ์หนึ่งจนได้สายพันธุ์ใหม่กลายเป็นอูฐสัตว์พาหนะเชื่องๆ ใช้ขนของ

ทั้งอูฐและพืชผลเกษตรต้องการน้ำ และอูฐต้องกินหญ้า ยิ่งผลผลิตดี ประชากรมนุษย์ก็มั่นคงขึ้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็บริโภคมากขึ้น คนและฝูงสัตว์ของเขาต้องออกหากินกว้างไกลขึ้นเรื่อยๆ เล็มหญ้ามากขึ้นไปเรื่อยๆ พืชคลุมผืนดินน้อยลง คายน้ำสู่ท้องฟ้าน้อยลง ความชื้นในอากาศลดลง และในที่สุดฝนก็ตกน้อยลง

ธรรมชาติตบมือข้างเดียวยังไม่ดังเท่าไหร่ พอมีมนุษย์มาช่วยตบอีกข้าง ระบบนิเวศทุ่งก็ถูกผลักตกขอบเหวไปเป็นทะเลทราย

อลัน ไวส์แมน ผู้เขียนหนังสือ The World Without Us (เมื่อโลกไร้มนุษย์) ตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์ในยุคนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าแกนโลกมันขยับ ทำให้ฝนฟ้าเขยื้อนเปลี่ยนไป เมื่อเกิดภาวะแล้งขึ้นคนก็คงคิดว่าแค่ช่วงไม่กี่ปีที่อากาศเพี้ยน เดี๋ยวมันก็กลับไปเหมือนเดิม พวกเขาไม่รู้ว่าโครงสร้างฤดูกาลมันเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้ปรับตัว

แต่ก็ไม่แน่ อาจมีแม่มดผู้หยั่งรู้ด้วยญานทัศนะลุกขึ้นเตือนคนว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องลดการบริโภคลง พวกเขารำคาญจึงจับนางย่างกิน โดยไม่เหลือหลักฐานทางโบราณคดีใดๆ

ประเด็นก็คือ ในวันนี้ 6,000 ปีต่อมา เรามีเครื่องมือและข้อมูลเพียงพอที่ให้ทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับถิ่นอาศัยของเรา เรารู้ว่าโลกร้อนขึ้น รู้ว่าภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง พายุแรงขึ้น ไฟป่ารุนแรงขึ้น น้ำทะเลสูงขึ้น มรสุมผิดเพี้ยน อเมริกาหนาวกว่าขั้วโลก ออสเตรเลียร้อนกว่านรกขุมสาม มันวิกฤตถึงขั้นที่ไม่สามารถกลับลำยูเทิร์นได้ในเวลาสั้นๆ เราไม่มีวันได้ภูมิอากาศแบบเดิมที่เราคุ้นเคยและเข้าใจกลับคืนมาในชั่วชีวิตคน แต่พูดกันเท่าไหร่ยังไงเราก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเรา

โดยเฉพาะในเมืองไทย เราแทบไม่ขยับเลย

อย่างไรก็ตาม ปรากฎการณ์ฝุ่นพิษครอบกรุงครั้งนี้ทำให้คนตื่นตัวกับอากาศพิษในเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆ ที่ปัญหาอากาศนิ่งทับมลพิษก็เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะครั้งนี้มันรุนแรงและยาวนานมากเป็นพิเศษ คนที่ปกติไม่มีอาการแพ้มลพิษก็เริ่มมีอาการ

แต่ส่วนหนึ่งเพราะเรามีเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน

เทคโนโลยีการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบใหม่ราคาถูกทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถติดตั้งเครื่องวัดอากาศเองได้และแชร์ข้อมูลร่วมกันในแอพหรือเว็บไซต์เป็นข้อมูลสาธารณะ ตัวที่นิยมที่สุดในขณะนี้คือ Air Visual ในเมืองไทยเริ่มติดกันเยอะในภาคเหนือก่อน ประมาณเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในกรุงเทพปีที่แล้วเริ่มติดกันบ้าง เช่น ในซอยบ้านฉัน ชุมชนเราก็ลงขันซื้อเครื่องหนึ่งมาติดตั้ง แต่มามีติดกันมากขึ้นชัดๆ ก็ในปีนี้

ความรู้ผสมประสบการณ์ตรงก่อให้เกิดความตระหนักและความไฝ่รู้มากยิ่งขึ้นต่อไปอีก หวังจริงๆ ว่าเมื่ออากาศเริ่มระบาย วิกฤตคลี่คลายขึ้นชั่วคราว สังคมจะไม่ลืมมัน

เราต้องเปลี่ยนวิถีและวัฒนธรรมเมือง ถ้าจะแก้ปัญหาก็ไม่มีทางเลี่ยงที่จะหย่าจากรถยนต์ส่วนตัว

ทางเลือกขนส่งมวลชนที่ทำได้เร็วที่สุดคือรถเมล์ไฟฟ้าคุณภาพดีมีเลนของมันเอง มาบ่อยตรงเวลาโครงข่ายทั่วถึง เชื่อมโยงกับระบบรางและระบบเรือดีๆ ไม่ปล่อยควันเหม็นแบบปัจจุบัน ฟุตบาทต้องดี กว้างขวาง พื้นเรียบ ร่มรื่นเดินสบาย จักรยานต้องขี่กันได้ทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะเซียนปั่น

ทั้งหมดต้องเอาที่คืนมาจากเลนรถยนต์ส่วนตัว บทเรียนให้ศึกษามีมากมายจากทั่วโลก อาทิ ประกาศโซนกลางเมืองเก็บค่ารถติดและมลพิษจากรถยนต์ส่วนตัวในราคาที่เจ็บจริง สิบปีหลังจากที่ลอนดอนประกาศโซนดังกล่าว อุบัติเหตุรถยนต์ลดลง 40% อุบัติเหตุจักรยานลดลง 80%

เราต้องมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนเมืองให้เกื้อกูลชีวิตคน ไม่ใช่สนองรถยนต์ แม้รัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยจะไม่ยอมทำเพราะผู้มีอำนาจในสังคมเราไม่เคยติดดิน ไม่เคยยอมใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้คนทั่วไป แต่เราก็สร้างกระแสกดดันได้ แน่นอนว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านมันย่อมมีความไม่สะดวกบ้างอะไรบ้างเป็นธรรมดา แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องยอมด้วยเหตุผลตามความจำเป็น

ขอเพียงแต่เราจะไม่ลืมเมื่อวิกฤตเฉพาะหน้าผ่านพ้นไปและเราเริ่มหายใจได้ เพราะมันจะหวลกลับมาอีก ไม่นานเกินรอ และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

จะยอมถูกผลักตกเหวเฉกเช่นทะเลทรายซาฮาร่า หรือจะลุกขึ้นปรับตัวเพื่อกำหนดชตาชีวิตตัวเอง

กรุงเทพธุรกิจ, กุมภาพันธ์ 2562

 

Leave a comment