
ในเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เด็กนักเรียนกว่า 20,000 คนจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในออสเตรเลียและยุโรป พากันโดดเรียนออกมาประท้วงบนถนน เรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลรับผิดชอบลดปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง เพราะมันคืออนาคตของพวกเขาที่ถูกคนรุ่นก่อนขโมยไป
School Strike for Climate Change – หยุดเรียนเพื่อภูมิอากาศโลก — กลายเป็นการเคลื่อนไหวของเด็กรุ่นใหม่ที่ก่อตัวและกำลังขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
จุดเริ่มต้นมาจากเด็กหญิงถักเปียยาวสองข้างอายุ 15 ปีชาวสวีเดนจากกรุงสตอคโฮมนาม เกรต้า ธันเบิร์ก เธอเริ่มออกไปนั่งประท้วงรัฐบาลสวีเดนหน้าตึกรัฐสภาตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน สองอาทิตย์ก่อนเลือกตั้ง ทีแรกเธอนั่งประท้วงคนเดียว แต่แล้วเด็กคนอื่นและแม้แต่ครูคนหนึ่งก็ออกมาร่วมด้วย จนสื่อกระแสหลักให้ความสนใจ
หลายคนมองว่าเธอเป็นเด็ก เธอควรอยู่ในโรงเรียน เรียนเก่งๆ ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจะได้ช่วยรักษาโลก แต่เธอตอบว่า “จะเรียนไปทำไม นักการเมืองไม่ฟังนักวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือแอคชั่น เดี๋ยวนี้เลย เรารอไม่ได้” แต่เธอก็ทำการบ้านและอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มขณะประท้วงอยู่หน้ารัฐสภา จนหลังเลือกตั้งจึงกลับไปเรียน ยกเว้นทุกวันศุกร์ จะโดดเรียนออกมานั่งประท้วง
ถ้าใครพลาดข่าวนี้ อยากให้ไปกูเกิ้ล Greta Thunberg มองเข้าไปในดวงตาของเธอ ฟังเสียงและคำตรงๆ ของเธอ เธอทำให้ฉันร้องไห้
พลังแห่งความจริงแท้ของเกรต้าจับใจคนทั้งโลกที่ยังมีสำนึกและหัวใจ มันมาจากไหนอย่างไรกัน ?
เหตุเริ่มตั้งแต่ตอนเธออายุ 8-9 ขวบ ครูบอกให้นักเรียนปิดไฟประหยัดพลังงาน เธอถามว่าทำไม ครูก็อธิบายเรื่องโลกร้อน ฟังแล้วเธอก็งงมาก เกิดคำถามขึ้นมากมาย มนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง จะสามารถส่งผลกระทบมหาศาลขนาดเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกได้เลยเชียวหรือ แล้วถ้ามันวิกฤตขนาดนั้น ทำไมทุกคนจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้
เธอจึงค้นคว้าเพิ่มเติม และเมื่อรู้มากขึ้นก็ยิ่งงงมากขึ้น
เธองงกับพฤติกรรมมนุษย์ เธอไม่สามารถเข้าใจได้ว่า เมื่อสถานการณ์มันวิกฤตขนาดนี้ — ทั้งปัญหาโลกร้อน การสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น ความเหลื่อมล้ำมหาศาลในสังคมโลกซึ่งเชื่อมโยงกับการแบ่งปันทรัพยากร — แต่ผู้คนยังชิลกันอยู่ ทั้งๆ ที่มันควรเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด เหมือนเมื่อเกิดสงครามโลก ทุกคนก็จะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนกับภาวะสงคราม และพยายามยุติมัน
แต่นี่เปล่าเลย สื่อพูดถึงน้อยมาก ทุกคนยังใช้ชีวิตตามเดิม สังคมโลกยังใช้น้ำมัน 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน “ถ้าการเผาเชื้อเพลิงฟอซซิลมันเลวร้ายมากขนาดนี้ ทำไมมันจึงยังถูกกฎหมาย?” ทำไมครูที่บอกให้เธอปิดไฟจึงเผาน้ำมันขึ้นเรือบินไปฮอลิเดย์ที่นิวยอร์ค?
มันไม่เป็นเหตุเป็นผล ทำไมคนจึงพูดอย่างแล้วทำกันอีกอย่าง
เกรต้าเป็นเด็กออติสติคอ่อนๆ ประเภทหนึ่ง มีอาการที่เรียกว่า aspergen syndrome ตรรกะชัดเจนจนขาวดำ แม้จะเข้าใจสถานการณ์ซับซ้อนได้ดี (ฟังเธอพูดก็รู้ว่าเธอฉลาดมาก) แต่ไม่สามารถเข้าใจการโกหกสับปรับจอมปลอมได้
เธอคิดว่าแท้จริงแล้ว เด็กออทิสติกอย่างพวกเธอเป็นคนปกติ ที่ผิดปกติก็คนสองมาตรฐานทั่วไปนี่แหละ
แม้แต่กับพ่อแม่เธอ ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน สอนให้ลูกเห็นใจผู้อพยพและเพื่อนร่วมโลก เธอก็ตั้งคำถามว่าถ้าแคร์จริงทำไมจึงใช้ทรัพยากรมากขนาดนี้ กินเนื้อ มีบ้านสองหลัง และบินไปโน่นนี่
ถึงอายุ 11 ปี เกรต้าก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ เธอหยุดพูด แทบจะไม่กินอาหาร จนน้ำหนักลดลง 10 กิโล หยุดไปโรงเรียนถึง 1 ปี
พ่อและแม่ของเกรต้า — ซเวนเตและมาเลน่า — จึงเปลี่ยนชีวิตตัวเอง แม้ว่าทั้งสองคนจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน พ่อเป็นนักแสดงมีชื่อในสวีเดน และแม่เป็นนักร้องโอเปร่าโด่งดังในระดับนานาชาติ แสดงคอนเสิร์ตในประเทศต่างๆ แต่ก็เลิกรับงานในแดนไกล เพื่อไม่ขึ้นเรือบิน ซึ่งปล่อยคาร์บอนมหาศาล หันมาศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกร่วมกับลูก เปลี่ยนมากินมังสวิรัตในทีแรก และต่อมาก็เลิกกินผลิตผลอื่นๆ จากสัตว์ เช่น นมเนยด้วย กลายเป็นเวแกนทั้งครอบครัว
ในวันนี้ คุณพ่อซเวนเตหันมาช่วยลูกสาวรณรงค์ พ่อไม่ได้เห็นด้วยกับการโดดเรียนประท้วง แต่เมื่อลูกสาวเป็นสุขกว่าที่ได้ลงมือแอคชั่นประท้วง แทนที่จะนั่งเฉยๆ ในโรงเรียนตามบทบาทหน้าที่เด็กที่สังคมกำหนด พ่อก็ต้องเลือกหัวใจของลูก และพ่อรู้ว่าลูกวิเคราะห์ถูก
“เรื่องบางเรื่องมันก็ขาวดำจริงๆ” คุณพ่อซเวนเตยืนยัน “เราจำเป็นต้องเสียสละอะไรไปบ้าง หากจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
ถ้ามันฟังซีเรียสสุดโต่ง นั่นก็เพราะสถานการณ์ที่เราผจญอยู่มันวิกฤตสุดๆ เลิกหลอกตัวเองและยอมรับกันตรงๆ ว่าคนรุ่นก่อนได้ใช้งบผลาญคาร์บอนของตัวเองหมดไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 ทุกอย่างที่ใช้ตอนนี้เป็นสิ่งที่จกมาจากออมทรัพย์อนาคตของเด็ก
“สิ่งที่คนรุ่นนี้ทำหรือไม่ทำตอนนี้ คนรุ่นฉันไม่สามารถย้อนมาแก้ใหม่ได้ในอนาคต” เกรต้าบอกใน TEDx Talk ที่กรุงสตอกโฮล์ม
แต่ทุกคนก็ยังทำเสมือนเรายังมีเวลาอยู่ อัตราการปล่อยคาร์บอนโลกยังคงสูงขึ้นทุกปี แม้แต่ในประเทศสวีเดนที่คนนอกมองว่ามีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจะสามารถลดคาร์บอนได้ถึงเป้าที่มีสัญญาประชาคมโลกกัน ณ กรุงปารีสได้อย่างสบาย แต่เกรต้าดูข้อมูลข้อเท็จจริงแล้วเธอรู้ดีว่ามันไม่พอ
เกรต้าได้ไอเดียหยุดเรียนประท้วงมาจากเด็กนักเรียนอเมริกาที่ออกมาประท้วงปัญหาคนร้ายบุกยิงเด็กในโรงเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่รัฐก็ไม่ยอมออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืน
เมื่อผู้ใหญ่ไม่ยอมรับผิดชอบ จึงเป็นภาระของเด็กที่ต้องออกมาสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง
ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่าเบบี้บูมเมอร์และเจนเอ็กซ์เป็นผู้โจรกรรมอนาคต
ปีใหม่นี้ เราพร้อมคืนอนาคตให้เด็กๆ กันหรือยัง ?
กรุงเทพธุรกิจ, มกราคม 2562