เกษตรโลกสวย vs โลกอัปลักษณ์ ตอนที่ ๑

สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เราได้ยินการเหยียดชนชั้นกลางสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ว่าเป็นพวกโลกสวยไม่อยู่กับความเป็นจริง จึงอยากชวนมา reality check ดูความเป็นจริงกัน – ความเป็นจริงเรื่องอะไร? ผลผลิต? เม็ดเงินรายได้? ระบบเศรษฐกิจและการตลาด? ก่อนจะดู “ความเป็นจริง” ในระบบเกมสมมุติที่มนุษย์สร้างโดยกำหนดคุณค่ากติกากันเอง ขอเริ่มที่ความเป็นจริงที่มีพลังอำนาจเหนือเรา คือความเป็นจริงของระบบนิเวศธรรมชาติ สังคมไทยอาจจะรู้เรื่องโลกร้อนกันดีพอสมควร แต่เราแทบไม่รู้เรื่อง Planetary Boundaries หรือขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกกันเลย มันเป็นความพยายามของทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยโจฮัน ร็อคสตร็อมจากศูนย์ศึกษาความยืดหยุ่นสต็อคโฮล์ม (Stockholme Resilience Centre) ช่วยกันรวบรวมข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ทั่วโลกมาสรุปเป็นภาพภูมิดูรู้สถานการณ์ระบบโลกจบได้เลยในแผ่นเดียว มีการอัพเดทเป็นระยะๆ มาตั้งแต่ปี 2009 แสดงเป็นกราฟแท่งตัวแทนปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ เรียงเป็นเสี้ยวชิ้นเค้กในวงกลมรูปลูกโลก มีวงแหวนล้อมเป็นชั้นๆ สองวงแบ่งเป็นพื้นที่สามโซน โซนวงในสุดสีเขียวเป็นโซนปลอดภัย ปัญหาอะไรที่สะสมอยู่ในโซนนี้ถือว่ายังไม่รุนแรง ยังอยู่ในขอบเขตที่สมดุลโลกรับมือได้ถ้าเราไหวตัวจัดการแต่เนิ่นๆ ในตอนนี้ ไม่ปล่อยให้มันก่อตัวขึ้นไปสู่วงถัดไปซึ่งเป็นสีเหลือง เข้าสู่อันตรายมีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปัญหาที่สะสม เป็นเขตที่วัฏจักรการทำงานต่างๆ ของโลกแปรเปลี่ยนจากสมดุลเดิมที่เราเคยรู้จักและเอื้อต่อชีวิตเรา แต่ตอนนี้ระบบเริ่มผันผวนไม่ปลอดภัย ปัญหาโลกร้อนกำลังพุ่งทะยานอยู่กลางโซนนี้ วงสุดท้ายเป็นโซนสีแดง อันตรายสุดๆ เป็นภาวะที่เราไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้อีกต่อไปแล้ว ยังไงก็แนะนำให้กูเกิ้ลศึกษา planetary boundaries เพิ่มเติม ชาร์ตนี้แสดงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเห็น ดังนั้นปัญหาบางเรื่องที่เรารู้ว่าเป็นปัญหาแต่ยังไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ก็จำเป็นจะต้องทิ้งว่างไว้ โดยมีเครื่องหมายปรัศนีกำกับเตือนใจ … Continue reading เกษตรโลกสวย vs โลกอัปลักษณ์ ตอนที่ ๑

ช่างตัดผมและความหลากหลายทางชีวภาพ

สมัยสาวๆ ฉันไว้ผมยาวมาเกือบตลอด จึงไม่ค่อยจะได้นึกถึงช่างตัดผม ยิ่งช่วงเป็นนักศึกษาเรียนมหาลัยที่อังกฤษ อยู่กินอย่างประหยัดสุดๆ ไม่เคยเหยียบเข้าร้านตัดผมเลย ถ้าผมแตกปลายต้องการเล็มก็แค่ส่งกรรไกรให้เพื่อน ตัดไม่ตรงนักก็ไม่เป็นปัญหา เพราะรวบผมถักเปียเป็นประจำ แต่พอถึงวัยทองผมร่วงง่ายก็เข้าสูตรนางเฒ่าตัดผมสั้น ตัดไปตัดมาก็ติดใจสบายหัว ไม่คิดถึงผมยาวอีกเลย ทรงที่ตัดคือสั้นเต่อไม่ต้องหวี ประมาณทรงเจมี ลี เคอร์ติส หรือจูดี้ เดนช์ ดังนั้น ในช่วงปิดล็อคดาวน์ใหม่ๆ ได้ 1-2 อาทิตย์เมื่อเพื่อนผู้ชายเริ่มบ่นอยากตัดผม ฉันก็ยังไม่รู้สึกอะไร คิดว่ายังไงเสียช่วงนี้ปล่อยยาวเป็นบ๊อบก็ได้ ส่วนทางสามีขอให้ตัดผมให้ฉันก็ตัด ฉันอาจจะโอเคกับการเป็นฝ่ายเปิดยูทูปเรียนวิธีตัดผมคุณสามี แต่ไม่มีวันให้คุณสามีทดลองตัดผมตัวเองแน่นอน แก่เยินแค่ไหนก็ยังรักสวยรักงามเท่าที่พอทำได้ ผ่านไปสองเดือนผมที่งอกออกมาก็ยังอีกไกลกว่าจะยาวเป็นบ๊อบ แต่กำลังกะรุงกะรังได้ที่ ระต้นคอและข่มขู่จะแยงตา เริ่มจะรำคาญแต่ก็กะว่าเดี๋ยวใช้ผ้าคาดผมก็ได้ แต่แล้วเพื่อนก็ไลน์มาบอกว่ามีช่างตัดผมตัดให้ได้ รับนัดลูกค้าทีละคนเพื่อรักษาระยะห่างในสังคม เช้าวันรุ่งขึ้นฉันก็เลยไปตัดผม สายตาของพนักงานหน้าร้านที่เปิดประตูออกมาขานชื่อที่นัดไว้แสดงความดีใจล้นปรี่อย่างเห็นได้ชัดแม้เธอจะใส่มาส์ค เธอเชิญให้นั่งและให้ยื่นเท้าออกมาเพื่อให้เธอฉีดแอลกอฮอลบนพื้นรองเท้าและฝ่ามือ ก่อนจะพาขึ้นไปที่ห้องตัดผมข้างบน มีช่างนั่งรออยู่ ยิ้มหลังมาส์คล้นตาออกมาเช่นกัน มันดีใจเหมือนพบญาติมิตรที่ไม่ได้เจอกันมาแสนนาน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรู้จักกันเป็นครั้งแรก เราไม่ใช่แค่ลูกค้ามาจ่ายเงินประคองธุรกิจที่ชะงักงันไป แต่เราต่างเป็นมนุษย์ที่ได้ปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกัน เธอได้ใช้ทักษะพิเศษบริการตัดผมให้เรา ทำให้เรารู้สึกสบาย กลับบ้านมาทำงานอะไรอย่างอื่นของเราได้ดีขึ้น ในนาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดอกเข็มหลอดกลีบยาว และเธอเป็นมอธมีงวงดูดน้ำหวานยาว สามารถยืดงวงมาดูดน้ำหวานและผสมเกสรฉันได้ ในขณะที่สามีฉันทำไม่ได้ เพราะเขาเป็นด้วง … Continue reading ช่างตัดผมและความหลากหลายทางชีวภาพ

ไม่มีสิทธิ มีแต่เสียง

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า เหตุใดร่างกายเราจึงไม่มีฝาปิดรูหูไม่รับเสียงเหมือนที่มีเปลือกตาปิดตาไม่รับภาพ? บางทีคำตอบอาจจะซ่อนอยู่ในลักษณะหนึ่งที่เรามีร่วมกันกับสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ พวกเรา—ได้แก่ สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด—ล้วนมีประสาทโสตสัมผัสในรูปแบบใดแบบหนึ่งเป็นผัสสะสำคัญ ไม่ว่าสัตว์ชนิดนั้นจะตาบอด หรือมีผัสสะโดดเด่นอื่นๆ อย่างการรับรู้อุณหภูมิจนจับเป็นภาพได้ รับรู้คลื่นแม่เหล็กโลก หรืออย่างมนุษย์เรามีสายตามองเห็นเป็นผัสสะเอก แต่เรากลับปิดหูไม่ได้เช่นปิดตา มันชัดเจนว่าตลอดกระบวนการวิวัฒนาการ โสตประสาททำหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการอยู่รอดเหนือผัสสะอื่นๆ เสียงบอกถึงภัยอันตรายก่อนที่มันจะประชิดตัว เสียงโป้งป้างโครมครามอุบัติขึ้นทันทีทันใดจึงทำให้เราตกใจ หัวใจเต็นแรง ความดันขึ้น โฮโมนเครียดคอร์ติโซนจะหลั่งออกมาทันที กระตุ้นปฏิกิริยาให้เราตื่นตัว พร้อมหลบภัย ในขณะเดียวกัน เสียงนกร้องเพลง คุยกันจิ๊บๆ ทำให้เราผ่อนคลายสบายใจ เพราะสัญชาตญานที่ฝังอยู่ในพันธุกรรมบอกเราถึงความปลอดภัย เป็นปกติสุข ภัยมาได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเรานอนหลับ เราจึงปิดหูไม่ได้ จากความจำเป็นพื้นฐานในการอยู่รอดพ้นภัยจากเสือเขี้ยวดาบในยุคมนุษย์ถ้ำ สังคมมนุษย์เราพัฒนาเสียงรอบตัวหลากหลายขึ้นมากมาย ทั้งเสียงดนตรี เสียงเครื่องจักร เสียงกิจกรรมต่างๆ ระดับความดังก็เพิ่มขึ้นไปกับเทคโนโลยีขยายเสียง จ้อกแจ้กจอแจ อึกทึกครึกโครม เสียงไม่ได้เป็นเพียงสัญญานเตือนภัยอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นตัวภัยอันตรายเสียเอง มันไม่ใช่แค่เสียงดังในระดับทำลายโสตประสาทขนาด 120 เดซิเบลอะไรเท่านั้น แต่เสียงดังในระดับแก้วหูยังไม่แตกก็เป็นภัยต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เสียงต่างๆ ส่งผลต่อระบบทำงานในร่างกายเราต่างกันไป เมื่อคลื่นเสียงในอากาศลอยเข้ามากระทบน้ำในหู ส่งคลื่นต่อไปยังเส้นขนประสาทจิ๋วที่กระตุ้นสารเคมีที่แปรเปลี่ยนไปเป็นกระแสไฟฟ้าความถี่ต่างกันไป ส่งไปยังสมอง ถ้าไม่ตั้งสติดีๆ มันก็สั่งปฏิกิริยาตามสัญญานที่ได้รับ ถ้าเป็นเสียงที่เราไม่ชอบมันก็กลายเป็นความรำคาญ เป็นความเครียด เป็นโรคหัวใจ หรือนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่ได้ … Continue reading ไม่มีสิทธิ มีแต่เสียง

ผังใหม่เมืองกรุง รู้จักกันยัง?

มีเรื่องใกล้ตัวที่เราคนกรุงต้องรู้กัน ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฉบับใหม่กำลังอยู่ในมือคณะกรรมการพิจารณาร่างผังเมือง หลังจากผ่านกระบวนการ “ประชาพิจารณ์” ตามพิธีกรรมแล้ว แต่ประชาชนคนเมืองรับรู้กันน้อยมาก ดิฉันและสมาชิกเครือข่ายชุมชนคนกรุงหลายชุมชนที่เข้ามารวมตัวกันจากปัญหาเป็นผู้รับผลกระทบการก่อสร้างอาคารคอนโดผิดกฎหมาย ได้พยายามติดตามและศึกษาผังเมืองฉบับใหม่นี้ แม้ยังไม่ทะลุปรุโปร่งแต่มีข้อสังเกตบางประการที่อยากจะแบ่งปันเพื่อชวนสังคมอภิปราย หลักคิดใหญ่ของผังเมืองรวมคือเพื่อแก้ปัญหาเมืองขยายสะเปะสะปะแนวราบ (urban sprawl) โดยส่งเสริมให้พัฒนาเป็น “เมืองกระชับ” (compact city) อย่างฮ่องกง หนึ่งในปัญหาก็คือวิธีการที่ผู้ร่างผังเมืองตั้งใจนำพาไปสู่จุดหมายนั้น แนวทางหลักที่หยิบมาใช้คือการสร้างกติกาให้กลุ่มทุนพัฒนาอหังสาริมทรัพย์สามารถสร้างอาคารได้ใหญ่ขึ้นสูงขึ้น พร้อมๆ กับสร้างแรงกดดันให้ผู้อยู่อาศัยเดิมในบ้านเดี่ยวต้องขายที่อพยพไปที่อื่น มีการให้โบนัสพิเศษแก่ทุนพัฒนา สามารถสร้างได้ใหญ่ขึ้นกว่ากำหนดเดิมถ้าหากเจียดพื้นที่เล็กน้อยให้สาธารณะร่วมใช้ประโยชน์ ส่วนพวกบ้านเดี่ยวที่อยู่อาศัยเดิมมาหลายชั่วโคตรก็ถูกจัดสรรระบายสีให้เป็นโซนสีต่างๆ อย่างบ้านดิฉันในซอยสุขุมวิท 28 ที่ครอบครัวอยู่กันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยอยู่ในโซนสีน้ำตาล (เขตที่อยู่อาศัยหนาแน่น) ก็โดนเปลี่ยนโดยไม่บอกกล่าวเป็นสีแดง (เขตพาณิชยการ) สามารถสร้างห้างสรรพสินค้า โรงแรม ฯลฯ ได้ ทั้งๆ ที่ซอยบ้านเราเป็นซอยตันเล็กๆ ปลูกต้นไม้ครึ้ม อยู่ในโซนบ้านเรือนอาศัยชัดเจน ไม่พลุกพล่านคึกคักเหมือนทองหล่อ ซึ่งกลับกลายว่ายังเป็นโซนสีน้ำตาลอยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือราคาที่ดินประเมินในซอยเราที่ถูกระบายสีใหม่เอื้อการลงทุนอย่างหลากหลายเต็มพิกัดจะพุ่งพรวดๆ ถ้าเราไม่ยอมขายเราก็จะต้องจ่ายภาษีที่ดินในระบบภาษีที่ดินใหม่แพงขึ้นเป็นหลายเท่า จากที่ดินสุขุมวิทซอยตันตารางวาละ 200,000 อาจขึ้นเป็น 500,000 อย่างซอยศาลาแดง หรือ 900,000 อย่างราชดำริ ที่สุดแล้วเราก็จะต้องทิ้งที่ดินบรรพบุรุษขึ้นไปอยู่คอนโดตามแผนเขา หรือหอบหมาซึ่งอยู่คอนโดไม่ได้ไปหาบ้านอยู่นอกเมือง ห่างไกลจากหมู่ญาติและเพื่อนฝูง … Continue reading ผังใหม่เมืองกรุง รู้จักกันยัง?

ไฟเพิ่มป่า?

ปรากฎการณ์ไฟไหม้ป่ารุนแรงกินพื้นที่กว้างไกล ไหม้ข้ามวันข้ามคืน ย่อมทำให้เรามองเห็นพลังการทำลายล้างของไฟป่า แน่นอนว่าเราอยากจะป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าขึ้นเลย ผู้เขียนเข้าใจดีว่าคนที่เห็นไฟไหม้ป่ารุนแรงมามากมายหลายครั้งหลายหน ปีแล้วปีเล่า เห็นกับตาว่าป่านั้นโทรมลงๆ ไปทุกปีย่อมอยากตบนักวิชาการที่เริ่มต้นเอ่ยปากว่า “ไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ...” รู้ๆ กันอยู่ว่าไฟป่าเมืองไทยเป็นไฟคนจุด ไม่ใช่ธรรมชาติ หากมีไฟฟ้าผ่าช่วงฝนแห้งบ้างก็น้อยนิด และต่อให้คนจุดไฟเผาป่ากันมาแต่บรรพบุรุษโฮโมอีเร็คตัส ณ วันนี้คนมันก็เยอะเกินไป จุดไฟกันมากเกินไปไม่ใช่หรือ? เลยด่าไอ้ด๊อกเตอร์อยู่ในห้องแอร์พวกนั้นลงนรกไปในทันที ไม่รีรอให้พูดจบประโยค ผู้เขียนเข้าใจความรู้สึก จึงอยากจะขอร้องก่อนว่าให้วางอารมณ์และประสบการณ์ส่วนตัวไว้ข้างๆ ก่อนค่อยอ่านบทความนี้ ไม่ต้องเชื่อ แต่ขอให้ฟังและพิจารณา เพราะโลกเรากำลังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านและปรับสมดุล ความรู้เก่าที่สะสมมาในสภาพแวดล้อมวันวานมีประโยชน์ แต่ให้คำตอบไม่ได้หมด ความคิดใหม่ๆ ต้องมา หากจะหาทางรับมือกับสถานการณ์โลกในวันนี้ที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ขนาดและสภาพพื้นที่ป่าที่ลดลงไป จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมา ยังไม่นับปัจจัยทางสังคมอื่นๆ อีกมากมาย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราต้องอาศัยปัญญารวมของสังคม แต่ละคนมีแง่มุมบางอย่าง อยากชวนให้เอาชิ้นจิ๊กซอว์ของตัวเองมาวางกันบนโต๊ะ เพื่อได้ช่วยกันประกอบเป็นภาพรวม นำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งเราต้องคอยติดตาม ประเมินและปรับแผน ผู้เขียนเคยศึกษานิเวศวิทยาไฟป่ามาบ้างนานหลายสิบปีมาแล้ว ก็เลยอยากจะขอร่วมวางชิ้นจิ๊กซอว์สักชิ้นหนึ่ง มองง่ายๆ ไฟป่าในประเทศไทยเล่นบทบาทสำคัญในสงครามระหว่างหญ้ากับต้นไม้ ถ้าจะถือหางต้นไม้ เพิ่มทัพให้พวกมันขึ้นมา เราก็ต้องเล่นกับปัจจัยที่หนุนต้นไม้ โดยทั่วๆ ไป หญ้ามักจะได้ประโยชน์จากไฟ มันปรับตัวอยู่กับไฟได้ดีเพราะเมื่อเข้าหน้าแล้งมันจะดึงพลังงานลงไปเก็บสะสมไว้ใต้ดิน จากใบเขียวๆ … Continue reading ไฟเพิ่มป่า?

อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ไม่กี่วันมานี้มีคนรุ่นใหม่ขอให้ฉันอธิบายความหมายของ “การรู้ภาษาสิ่งแวดล้อม” ในมุมมองของตัวเอง หลายคนคงจำได้ว่า eco-literacy หรือ environmental literacy เคยเป็นคำยอดฮิตในวงการสิ่งแวดล้อมเมื่อ 20-25 ปีก่อน และก็เหมือนกับคำหลายๆ คำที่ใช้จนเฝือ เบื่อ และเฟดหายไป ทั้งๆ ที่การปฎิบัติจริงยังไปกันไม่ถึงไหน ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะได้นิยามประมาณว่า คือความเข้าใจในหลักการทำงานและความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ และการกระทำที่ส่งผลกระทบ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้เหมาะสม แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนฉันจำได้ว่าฉันสนุกกับคำศัพท์ ‘literacy’ และเมื่อถูกถาม ฉันก็จะขยายความมันตามประสาคนที่เติบโตมากับเทพนิยายและนิทานผจญภัยก่อนนอน ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเริ่มพัฒนากระบวนการสำรวจธรรมชาติภาคประชาชน เรียกว่า “นักสืบสายน้ำ” ให้เด็กๆ และคนทั่วไปสามารถตรวจสอบสถานภาพและความเป็นไปของแม่น้ำลำธารได้เอง ดังนั้น ฉันก็จะบอกว่างานที่ทำคือการฝึกให้คนอ่านสภาพแวดล้อมได้เหมือนอ่านหนังสือ การทำความรู้จักสัตว์ชนิดต่างๆ ก็เปรียบเสมือนรู้จักตัวอักษรพยัญชนะ และพอรู้จักชีวิตมัน รู้จักนิสัย รู้ว่ามันชอบอยู่บ้านแบบไหน ชอบกินอะไร มีความสามารถอย่างไร ชอบคบกับใคร ทนอะไรได้แค่ไหน ก็เปรียบเสมือนเรารู้ไวยกรณ์ ผสมคำกันแล้วก็เริ่มอ่านออก รู้ความหมาย รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น เบื้องต้นก็อาจแค่รู้ว่าน้ำสะอาดสกปรกแค่ไหน โดยตัดสินจากชนิดสัตว์น้ำที่พบ เทียบเท่ากับอ่านนิทานเต่ากับกระต่ายง่ายๆ แต่ยิ่งฝึกสังเกต คลังคำและไวยกรณ์ก็ยิ่งแตกฉาน ยิ่งอ่านได้มาก … Continue reading อ่านไม่ออกก็รู้ความได้

ลงทุนแบบต้นไม้

อยากชวนให้นึกภาพทิวเทือกเขามีป่าปกคลุม ซ้อนกันหลายลูกสุดสายตา มันแลดูเป็นสีฟ้าจางๆ คงเคยเห็นภาพนี้กันนะ เจ้ามวลอากาศสีฟ้าเบลอๆ จางๆ นั้นเป็นสารระเหยที่บรรดาต้นไม้ชนิดต่างๆ ปล่อยกันออกมา มันเยอะจนเรามองเห็น แม้จะไม่รู้ว่าเห็นอะไรอยู่ สารระเหยบางตัวมีกลิ่นหอมชื่นใจโดดเด่น อย่างสารระเหยจากต้นสนและต้นยูคา แต่จริงๆ แล้วต้นไม้ทุกชนิดปล่อยมันออกมา ยิ่งในป่าเขตร้อนยิ่งปล่อยกันเยอะมาก งานวิจัยในประเทศกีนีแห่งอาฟริกาศึกษาต้นไม้ 55 ชนิดจำนวน 195 ต้น พบว่าพวกมันปล่อยสารระเหยรวมกัน 264 ตัว เฉลี่ย 37 สารต่อต้นไม้หนึ่งชนิด มันปล่อยออกมาเพื่ออะไร? เรายังไม่เข้าใจมันดีนัก ก็มีทั้งที่สันนิษฐานและที่พบว่าใช้ป้องกันตัว--จากรังสีแดดหรือจากแมลงที่เป็นศัตรู สารบางชนิดใช้สื่อสารระหว่างกัน และงานวิจัยที่ป่าอเมซอนพบว่ามันช่วยสร้างเมฆฝนเหนือผืนป่าของตัวเอง โดยไอน้ำจะจับตัวรอบอนุภาคที่เกิดจากปฏิกริยาระหว่างสารระเหยและออกซิเจน จนกลายเป็นเมฆ เป็นการเร่งวงจรรีไซเคิลน้ำที่ต้นไม้ดูดและคายออกไป ก็คงไม่แปลกหากจะพบว่าผลิตพันธุ์ตัวหนึ่งจะมีฟังชั่นหลายงาน แต่ไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ นำโดยอเล็กซานดรู แรพ พบบทบาทสำคัญของสารระเหยต้นไม้ มันสำคัญมากจนฉันอยากจะเสริมเองว่าเผลอๆ มันเป็นบทบาทหลักก็อาจเป็นได้ พวกเขาพบว่าสารระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา ช่วยกระจายแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาตรงๆ ให้ฟุ้งแตกมุมออกไปถึงใบไม้ที่อยู่ใต้ร่มเงาใบอื่น ใครที่ชอบสังเกตรูปทรงของกิ่งก้านต้นไม้และการแตกใบ ย่อมจะรู้ดีว่าต้นไม้มักจะมีดีไซน์การแตกใบให้เลี่ยงการซ้อนทับบังแสงกันให้มากที่สุด แต่ถ้ามีใบน้อย เช่น มีแต่ด้านนอกของเรือนยอด มันก็จะสังเคราะห์แสงได้น้อย ซึ่งหมายความว่าโตได้น้อยลง ทีมวิจัยพบว่าในป่าอเมซอนแถบอเมริกากลางและใต้ แสงที่ฟุ้งเข้าไปในป่าช่วยเติมปริมาณแสงเข้ามาอีก … Continue reading ลงทุนแบบต้นไม้

บทเรียนจากซาฮาร่า

เมื่อ 6,000 ปีก่อน ซาฮาร่าเป็นทุ่งหญ้าซาวันนาเขียวๆ มีจระเข้และฮิปโปเกลือกกลิ้งในธารหลายสาย แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นทะเลทรายที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก มันเกิดอะไรขึ้น? กำเนิดทะเลทรายซาฮาร่าเคยเป็นเรื่องถกเถียงมานาน ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมนุษย์ทำ เมื่อ 50 ปีก่อนเราเชื่อว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ แต่หลักฐานเชื่อมโยงกับมนุษย์ก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เรารู้แล้วว่าเป็นทั้งสองฝ่ายผนึกกำลังกัน ปัจจัยตัวแรกของการเปลี่ยนแปลงคือแกนโลก มันขยับ ซึ่งมันก็ขยับนิดๆ หน่อยๆ เป็นครั้งคราวของมันมาเรื่อยๆ ในชีวประวัติดาวเคราะห์ดวงนี้ จริงๆ มันขยับเพียงนิดเดียว จากแกนเอียงขยับตรงขึ้นมาติ๊ดนึงไม่ถึงครึ่งองศา แต่ไอ้เศษเสียวองศานั้นก็กระทุ้งเมฆฝน ทำให้รูปแบบมันเปลี่ยนไป ฝนที่ตกน้อยลงกระทบทุ่งหญ้าซาวันนา ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ มันจะเปลี่ยนไปเป็นระบบนิเวศทุ่งที่แล้งขึ้น เป็นหย่อมพงไม้แห้งๆ กระจัดกระจาย การเปลี่ยนแปลงของฝนฟ้าตามลำพังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทุ่งหญ้าซาวันนาไปเป็นทุ่งสันทรายลอนๆ กว้างไกลสุดตา แต่ประจวบเหมาะบังเอิญปรากฎการณ์นี้ดันมาตรงกับช่วงที่สังคมมนุษย์ในถิ่นนั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตและฐานเศรษฐกิจ สองพันปีก่อนหน้านี้ มนุษย์แถบอาฟริกาเหนือเปลี่ยนจากพุ่งหอกล่าสัตว์ไปเป็นเกษตรกร เพาะปลูกธัญพืชจากตะวันออกกลางและเลี้ยงปศุสัตว์ ผสมสัตว์กีบป่าพันธุ์หนึ่งจนได้สายพันธุ์ใหม่กลายเป็นอูฐสัตว์พาหนะเชื่องๆ ใช้ขนของ ทั้งอูฐและพืชผลเกษตรต้องการน้ำ และอูฐต้องกินหญ้า ยิ่งผลผลิตดี ประชากรมนุษย์ก็มั่นคงขึ้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็บริโภคมากขึ้น คนและฝูงสัตว์ของเขาต้องออกหากินกว้างไกลขึ้นเรื่อยๆ เล็มหญ้ามากขึ้นไปเรื่อยๆ พืชคลุมผืนดินน้อยลง คายน้ำสู่ท้องฟ้าน้อยลง ความชื้นในอากาศลดลง และในที่สุดฝนก็ตกน้อยลง ธรรมชาติตบมือข้างเดียวยังไม่ดังเท่าไหร่ พอมีมนุษย์มาช่วยตบอีกข้าง ระบบนิเวศทุ่งก็ถูกผลักตกขอบเหวไปเป็นทะเลทราย อลัน ไวส์แมน … Continue reading บทเรียนจากซาฮาร่า